xs
xsm
sm
md
lg

โซลาร์รัฐ 5 หมื่นล้านส่งกลิ่นตุ เปิดปม 120 บริษัทโยงใยทุน ที่อยู่ซ้ำ–ถือหุ้นไขว้ สกัด SME หรือเปิดทางทุนใหญ่กินรวบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หลังจากนโยบายรัฐผลักดันโครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าช่วยประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท กำลังเผชิญคำถามเรื่องความโปร่งใสและการแข่งขันในตลาด เพราะเบื้องหลังนโยบายลดค่าไฟที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์กับประชาชน กลับมีข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากคำนวณจากชุดติดตั้งโซลาร์มาตรฐานขนาด 5 กิโลวัตต์ ราคาสูงสุดไม่เกิน 140,000 บาท ตลาดที่มีเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนก็อาจมีมูลค่าสูงถึง 140,000 ล้านบาท เงินสนับสนุนจากรัฐ 50,000 ล้านบาทจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตลาดที่กำลังเปิดขึ้น และแน่นอนว่าเม็ดเงินระดับนี้ย่อมดึงดูดผู้ประกอบการจำนวนมากให้เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่ง

แต่ทีกานจับตามมองว่านโยบายนร้ใครได้ประโยชน์จากตลาดนี้ และการแข่งขันที่เกิดขึ้นเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการอิสระจริงหรือไม่

ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นเมื่อ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลว่าพบผู้ประกอบการกว่า 60 บริษัทใช้ที่อยู่จดทะเบียนซ้ำกัน และมีบริษัทประมาณ 120 แห่งที่พบความเชื่อมโยงด้านกรรมการและผู้ถือหุ้น รวมถึงลักษณะการถือหุ้นไขว้และการใช้บุคคลซ้ำกันในหลายบริษัท หากข้อมูลนี้ตรวจสอบแล้วเป็นจริง สิ่งที่ต้องขุดให้ลึกไม่ใช่เพียงว่าบริษัทเหล่านี้จดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ แต่ต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง มีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการกลุ่มเดียวกันควบคุมกิจการหลายแห่งหรือไม่ และบริษัทที่ปรากฏชื่อแตกต่างกันนั้นมีความเป็นอิสระในการแข่งขันจริงเพียงใด

เพราะการมีบริษัท 10 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้แข่งขัน 10 รายเสมอไป หากทั้งหมดอยู่ภายใต้เครือข่ายผู้ควบคุมกลุ่มเดียวกัน การมีรายชื่อผู้ประกอบการจำนวนมากก็อาจไม่ได้สะท้อนการแข่งขันที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม การใช้ที่อยู่เดียวกันหรือมีผู้ถือหุ้นร่วมกันไม่ใช่หลักฐานยืนยันการฮั้วหรือทุจริต จำเป็นต้องตรวจสอบทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และความสัมพันธ์ทางธุรกิจประกอบกัน แต่เมื่อเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับเงินภาครัฐจำนวนมหาศาล หน่วยงานที่รับผิดชอบย่อมต้องชี้แจงข้อสงสัยเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะหลักประกัน Bank Guarantee ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นภาระสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย มีการเปิดเผยว่า SME จำนวนไม่น้อยถอนตัว เพราะไม่สามารถรับภาระทางการเงินและเงื่อนไขที่กำหนดได้

ในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำลังคัดกรองผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ หรือกำลังสร้างกำแพงทางการเงินที่ทำให้บริษัททุนหนาได้เปรียบโดยโครงสร้าง หาก SME ไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในตลาด จำนวนผู้ให้บริการที่ลดลงก็อาจส่งผลต่อทางเลือกและอำนาจต่อรองของประชาชนในที่สุด


ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกล่าวอ้างเรื่องการเรียกเก็บค่าหัวคิวเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งต้องตรวจสอบให้ชัดว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้เรียกเก็บ และเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดหาลูกค้าหรือการเข้าถึงโครงการอย่างไร หากนำตัวเลขนี้คูณกับเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน จะเป็นมูลค่าถึง 30,000 ล้านบาท แม้ยังไม่ใช่ยอดความเสียหายที่พิสูจน์แล้ว แต่ก็เป็นข้อกล่าวหาที่รัฐไม่ควรปล่อยผ่าน

ขณะที่ว่ากันว่ามีการล็อกสเปก ต้องตรวจสอบให้มากกว่าการดูว่ามีการระบุยี่ห้อสินค้าไว้หรือไม่ เพราะการจำกัดการแข่งขันอาจเกิดขึ้นผ่านเงื่อนไขทางเทคนิค มาตรฐานอุปกรณ์ และคุณสมบัติการขึ้นทะเบียนที่กำหนดแคบเกินความจำเป็น หากมีผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายเพียงบางกลุ่มที่ผ่านเกณฑ์ได้ ก็ย่อมเกิดคำถามว่ากติกาถูกออกแบบให้เปิดกว้างอย่างแท้จริงหรือไม่

ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทติดตั้งกับผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายอุปกรณ์ด้วยว่า มีการถือหุ้นหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ รวมถึงเปิดเผยต้นทุนอุปกรณ์ ราคาขาย และการกระจายงานให้บริษัทแต่ละราย เพื่อให้เห็นว่ามีการกระจุกตัวของผลประโยชน์หรือเปล่า

รัฐบาลและการไฟฟ้าจึงควรเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด พร้อมเลขทะเบียนนิติบุคคล กรรมการ ผู้ถือหุ้น และข้อมูลบริษัทที่มีที่อยู่ซ้ำกัน รวมถึงจำนวน SME ที่ถอนตัว เหตุผลในการถอนตัว และมูลค่างานที่แต่ละบริษัทได้รับ ตลอดจนเร่งตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องค่าหัวคิวและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จำหน่ายอุปกรณ์

หากโครงการโปร่งใสจริง การเปิดข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก และยังเป็นวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ดีที่สุด
โครงการโซลาร์ภาคครัวเรือนมีประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งการลดภาระค่าไฟและส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่เป้าหมายที่ดีต้องมาพร้อมกติกาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ประกอบการรายย่อยถูกผลักออกจากตลาด ขณะที่บริษัทที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนเงิน 50,000 ล้านบาทเป็นเงินกู้ภาครัฐที่ประเทศต้องรับภาระ ไม่ใช่เงินที่ใครจะนำไปใช้สร้างตลาดให้กลุ่มธุรกิจใดกลุ่มธุรกิจหนึ่งโดยปราศจากการตรวจสอบ ดังนั้นรัฐบาลต้องตอบคำถามจึงไม่ใช่แค่โครงการนี้ช่วยประชาชนได้กี่ครัวเรือน แต่ต้องตอบด้วยว่า ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากเงินก้อนนี้ และประชาชนกำลังมีทางเลือกในการติดตั้งโซลาร์อย่างแท้จริง หรือกำลังเผชิญตลาดที่มีผู้เล่นหลายชื่อแต่มีเครือข่ายผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เบื้องหลัง