xs
xsm
sm
md
lg

“แสวง-กกต.” เจอ 2 แรงบวก! คดีเลือก สว.เดินหน้า-ประชาชนฟ้องเองได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้อยากชวนจับตาเรื่องการตรวจสอบการเลือก สว. กันอีกสักครั้ง เพราะมีความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่น่าสนใจเกิดขึ้นพร้อมกันถึงสองเรื่อง และถ้ามองให้ดี ทั้งสองเรื่องนี้ อาจทำให้การตรวจสอบปัญหาการเลือกสว. เดินหน้าไปได้ไกลกว่าเดิม

เรื่องแรก เป็นคดีที่อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เป็นกรณีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ซึ่งเป็น สว.สำรอง ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. กรณีผู้สมัคร สว. จังหวัดอำนาจเจริญ 2 คน คือ นางแดง กองมา และ นายสมพาน พละศักดิ์ ถูกกล่าวหาว่าสมัครผิดกลุ่มอาชีพ

นางแดง กองมา
ประเด็นก็คือ ผู้ร้องระบุว่าทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายหมูสด และขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งควรอยู่ในกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้สมัครในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ศาลฎีกา ได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว และเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีการนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งที่สอง

นายสมพาน พละศักดิ์
ฝ่ายผู้คัดค้านขอเลื่อนการพิจารณาออกไป แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนไปตามที่ขอ ซึ่งเดิมต้องการขยายเวลาไปถึงเดือนมกราคม ปีหน้า

ศาลจึงกำหนดกรอบการไต่สวนใหม่ โดยนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้อง วันที่ 24 พฤศจิกายน และฝ่ายผู้คัดค้าน วันที่ 8 ธันวาคม
ฝ่ายผู้ร้องคาดการณ์ว่าอาจได้เห็นคำพิพากษาภายในเดือนธันวาคมนี้

นี่คือความเคลื่อนไหวแรก

แต่เรื่องที่สองนี่สิ ที่คิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน และอาจมีผลสะเทือนในวงกว้างกว่าคดีแรกด้วย

นายวิธูร คลองมีคุณ
เพราะเมื่อ วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “นายวิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 ในคดีที่ นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัครสว. และ สว.สำรอง ยื่นฟ้อง “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการกกต. พร้อมกรรมการ กกต. รวม 8 คน

ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการจัดการปัญหาทุจริตการเลือก สว.

ประเด็นสำคัญ คือ ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ประชาชนถือเป็นผู้เสียหายจากการทุจริตที่ทำให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ เพราะเป็นการกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน

ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการป.ป.ช. และอัยการสูงสุดก่อน ตามช่องทางพิเศษ ที่เคยเป็นข้อถกเถียงกัน

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเสียก่อน คือ ไม่ใช่ว่าใครจะกล่าวหา กกต. แล้วศาลต้องรับฟ้องทุกกรณี แต่เป็นการวางหลักเรื่องสิทธิของประชาชน ในการยื่นฟ้อง และการพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลใด

ที่สำคัญ คำวินิจฉัยครั้งนี้ แตกต่างจากแนววินิจฉัยเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเคยให้เหตุผลว่า คดีลักษณะนี้ต้องผ่านกระบวนการป.ป.ช. ก่อน

นี่จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตา

ทีนี้ลองเอาสองเรื่องที่ว่า กกต. จะเจอสองแรงบวก มาวางไว้ด้วยกัน

เรื่องแรก ศาลฎีกากำลังพิจารณาความถูกต้องของการได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. ว่ามีการสมัครผิดกลุ่มหรือไม่ และการรับรองของกกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า

ส่วนเรื่องที่สอง ประธานศาลอุทธรณ์ เปิดช่องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ และฟ้องร้องผู้มีหน้าที่จัดการเลือกสว. ได้โดยตรงหากมีพยานหลักฐานว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยไม่ต้องไปผ่านด่านป.ป.ช.อีกแล้ว

พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้ตรวจสอบแค่คนที่ลงสมัคร แต่ยังตรวจสอบไปถึงคนที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งด้วย

และถ้าพบว่ามีการกระทำผิดจริง ใครเกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดตามส่วนของตัวเอง ไม่ใช่จะอาศัยตำแหน่ง หรือองค์กรที่สังกัดเป็นเกราะกำบัง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
ส่วน เลขา กกต. และ กกต. จะมีความผิดตาม มาตรา 157 หรือไม่ ต้องพิจารณาพยานหลักฐาน และองค์ประกอบความผิดเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ว่าคดีหนึ่งมีปัญหา แล้วกรรมการ กกต. ทุกคนจะผิดโดยอัตโนมัติ

เช่นเดียวกับเรื่อง สว. สองคนในคดีแรก จะพ้นจากตำแหน่ง หรือมีความรับผิดอย่างไร ก็ต้องรอคำพิพากษา อย่าเพิ่งด่วนสรุปถึง เรื่องการคืนเงินเดือน หรือโทษจำคุกล่วงหน้า เพราะจะทำให้ทั้งสอง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

แต่สิ่งที่ประชาชนควรจับตาก็คือ วันนี้ช่องทางการตรวจสอบกำลังขยับไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว


คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประชาชนมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบได้โดยตรงแล้ว กกต.จะทำหน้าที่ชี้แจงและพิสูจน์ความถูกต้องของตัวเองอย่างไร

เพราะเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันเกี่ยวข้องกับความชอบธรรม ของระบบการเมืองทั้งระบบ
เดือนธันวาคมนี้ จึงเป็นอีกช่วงเวลาที่ต้องจับตาว่า ศาลฎีกา จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร และช่องทางการฟ้องร้อง กกต. โดยตรง จะนำไปสู่การตรวจสอบที่เป็นรูปธรรมแค่ไหน

เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆแน่นอน...!