xs
xsm
sm
md
lg

รู้จัก “วิธูร คลองมีคุณ” ปธ.ศาลอุทธรณ์ ผู้ทำให้ กกต.หนาว!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้มีเรื่องสำคัญในคดีฮั้ว สว. ที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดี เพราะอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการตรวจสอบองค์กรอิสระ ในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เมื่อ “นายวิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ประชาชนสามารถยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่าน ป.ป.ช.ก่อน

คดีนี้มี “นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล” อดีตผู้สมัคร สว. และผู้สมัคร สว.บัญชีสำรอง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. พร้อมกรรมการ กกต. อีก 7 คน รวม 8 คน

โดยกล่าวหาว่า มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว. รวมถึงกรณีมติ กกต. 4 ต่อ 3 ที่ไม่เห็นด้วยกับการนำหลักฐานที่ “ดีเอสไอ”เสนอ มาใช้ประกอบการพิจารณา

ทีนี้ประเด็นสำคัญอยู่ตรงเหตุผลที่ประธานศาลอุทธรณ์ ใช้วินิจฉัย

ท่านให้เหตุผลว่า สิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และรัฐธรรมนูญ ก็รับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

ดังนั้น หากมีการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็เท่ากับเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน

ประชาชนทุกคน จึงถือเป็นผู้เสียหาย และมีสิทธิฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อศาลได้โดยตรง!

ส่วนจำเลยทั้ง 8 คน เป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย เมื่อข้อกล่าวหาเข้าข่ายคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ จึงอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

นี่คือหัวใจของคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่แค่การวินิจฉัยในคดีหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิม ของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ “นางมัณฑรี อุชชิน” ซึ่งเคยวินิจฉัยไว้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ว่า ประชาชนไม่สามารถฟ้องกกต. ในคดีลักษณะนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง แต่ต้องผ่านกระบวนการป.ป.ช. และอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่วันนี้ “นายวิธูร คลองมีคุณ” วินิจฉัยในอีกแนวทางหนึ่ง

ตรงนี้จึงเป็นเหตุให้ต้องจับตากันว่า นับจากนี้ประชาชน จะสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระได้มากขึ้นเพียงใด

ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับ “ประธานศาลอุทธรณ์” คนนี้กันบ้าง

“นายวิธูร คลองมีคุณ” ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่เพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งระดับสูง แต่เป็นบุคคลที่ผ่านเส้นทางในสายงานตุลาการมาเป็นเวลานาน

ข้อมูลย้อนหลังที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ปี 2550 พบว่า ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ก่อนที่ ก.ต.จะมีมติเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีศาลอาญา มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550

จากนั้นเส้นทางในสายงานตุลาการ ก็เติบโตขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา และรองประธานศาลฎีกา

ล่าสุดในการประชุมก.ต. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบ ให้โยกย้ายจากตำแหน่ง “รองประธานศาลฎีกา” ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประธานศาลอุทธรณ์”

ก่อนจะมามีคำวินิจฉัยสำคัญ ในคดีฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่แค่ประวัติของตัวผู้วินิจฉัย...หากแต่เป็นหลักการที่อยู่เบื้องหลังคำวินิจฉัยครั้งนี้

เพราะที่ผ่านมา เวลาประชาชนตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ก็มักจะมีคำถามตามมาว่า ประชาชนจะใช้สิทธิทางกฎหมายตรวจสอบได้อย่างไร และต้องรอให้หน่วยงานอื่น เป็นผู้ดำเนินการก่อนหรือไม่

วันนี้คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ได้เปิดประเด็นเรื่องสิทธิของประชาชนขึ้นมาอีกครั้ง

และต้องย้ำว่า นี่เป็นการชี้ขาดเขตอำนาจศาล และสิทธิในการยื่นฟ้อง ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 8 คน มีความผิด

จากนี้จึงต้องติดตามว่า ศาลจะพิจารณาคดีต่อไปอย่างไร และข้อกล่าวหาต่างๆ จะมีพยานหลักฐาน พิสูจน์ได้มากน้อยแค่ไหน
แต่เรื่องหนึ่งที่ชัดเจน ก็คือ วันนี้ประชาชนมีช่องทางในการนำข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เข้าสู่กระบวนการศาลได้โดยตรงแล้ว

และนี่คือประเด็นที่ทั้ง กกต., ป.ป.ช. และประชาชน ต้องจับตากันต่อไป