สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคที่ระบอบทักษิณเรืองอำนาจ และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการเมืองไทยก็คือ การทุจริตเชิงนโยบาย หมายถึงการใช้นโยบาย กฎหมาย หรือการแก้สัญญาของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนเองและครอบครัว
ในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีตัวอย่างสำคัญที่ศาลวินิจฉัยไว้แล้ว 5 เรื่อง ได้แก่ การแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต การลดส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์ระบบเติมเงินของเอไอเอส การแก้สัญญาการใช้เครือข่ายโทรศัพท์ร่วม หรือโรมมิ่ง การเอื้อประโยชน์โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ และการให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้เมียนมา 4,000 ล้านบาท
เรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือ การตัดสินใจของผู้มีอำนาจรัฐส่งผลให้ธุรกิจที่ตนเองมีส่วนได้เสียได้รับประโยชน์ บางเรื่องเป็นการลดเงินที่บริษัทต้องจ่ายให้รัฐ บางเรื่องเป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขสัมปทาน และบางเรื่องเป็นการให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ต่างประเทศ แล้วเงินกู้ส่วนหนึ่งกลับมาซื้อสินค้าและบริการของบริษัทในเครือธุรกิจของตนเอง
จุดสุดท้ายของทักษิณ คือ คำพิพากษาให้ทรัพย์สินประมาณ 46,373 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องก็มีคำพิพากษาจำคุก เช่น คดีเอ็กซิมแบงก์ 3 ปี
มาถึงยุครัฐบาลอนุทิน ที่เราเรียกกันว่าระบอบสีน้ำเงิน สิ่งที่น่าจับตาคือการสนับสนุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพราะเมื่อไล่ดูบริษัทที่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะพบทั้งบริษัทที่อนุทินมีผลประโยชน์จากหุ้นอยู่ และบริษัทที่เชื่อมโยงถึงลูกชายกับลูกสาวของเขา
ดาต้าเซ็นเตอร์คือศูนย์เก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ รัฐส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ แต่กิจการประเภทนี้ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก จนบีโอไอเองก็ระบุว่าต้องทบทวนการส่งเสริมให้คำนึงถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อชุมชนด้วย จึงไม่ใช่ดูเพียงว่ามีเงินลงทุนเข้ามาเท่าไร แต่ต้องดูว่าประเทศได้อะไรและต้องรับภาระอะไรตามมา
ถ้าจะดูว่าอนุทินเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้อย่างไร ต้องเริ่มจากบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ หรือ STPI ที่มีหุ้นของอนุทินอยู่ภายใต้สัญญาจัดการจำนวน 178 ล้านกว่าหุ้น คิดเป็น 9.84% หุ้นส่วนนี้โอนไปให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จัดการตามกฎหมายการจัดการหุ้นของรัฐมนตรีแล้ว
แต่การโอนให้จัดการไม่ได้หมายถึงการขายหุ้นขาดแล้วหมดผลประโยชน์ อนุทินยังมีสิทธิได้รับประโยชน์จากหุ้น เพียงแต่ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของบริษัทตามที่กฎหมายกำหนด พูดให้ตรงก็คือ แยกตัวออกจากการจัดการ แต่ไม่ได้สละผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากหุ้นเหล่านั้น
STPI เดิมทำธุรกิจผลิตและติดตั้งโครงสร้างเหล็ก ระบบท่อ และประกอบโรงงานสำเร็จรูป งานอยู่ในโรงไฟฟ้า โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่วันนี้ขยายไปลงทุนทั้งพลังงานและดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว
บริษัทนี้มีบริษัทลูกชื่อ เอสที คลีน พลาเน็ต (เอเชีย) ซึ่ง STPI ถือหุ้นทั้งหมด 100% แล้วให้บริษัทลูกไปถือหุ้นบริษัท เอสที ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ STDC อีก 100% โดยจดทะเบียนในฮ่องกงเพื่อเข้าไปลงทุนในกิจการอื่น จะมีชื่อบริษัทกี่ชั้นก็ไล่กลับมาได้ว่า บริษัทแม่คือ STPI ซึ่งอนุทินยังมีสิทธิรับประโยชน์จากหุ้นอยู่
ต่อมา STDC เข้าไปถือหุ้นบริษัท เอสที เอโวลูชั่น หรือ STE ในสายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนขายหุ้น 74% ให้ผู้ร่วมลงทุนในเดือนสิงหาคม 2569 และเหลือถืออยู่ 26% นี่คือความเกี่ยวข้องของอนุทินกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไล่ตามโครงสร้างบริษัทได้
อีกสายหนึ่งคือซิโน-ไทย บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของอนุทินก่อตั้ง และอนุทินเคยเป็นผู้บริหารก่อนเข้าสู่การเมือง ปัจจุบันซิโน-ไทยเป็นบริษัทลูกของสเตคอน กรุ๊ป หรือ STECON ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ STECON ตามข้อมูลวันที่ 10 มีนาคม 2569 คือบริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด ถือหุ้น 19.62% ส่วนเจ้าของซี.ที. เวนเจอร์ก็คือเศรณีและนัยน์ภัค ลูกชายกับลูกสาวของอนุทิน ซึ่งถือหุ้นกันคนละประมาณครึ่งหนึ่ง พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ลูกทั้งสองคนเป็นเจ้าของบริษัทหนึ่ง แล้วบริษัทนั้นไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแม่ของซิโน-ไทยอีกที
ซิโน-ไทยได้สัญญาก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ CHN-1A และ CHN-2A จากบริษัท ควอตซ์ คอมพิวติ้ง มูลค่ารวม 15,951 ล้านบาทแล้ว เป็นงานที่เอกชนว่าจ้าง ไม่ใช่รัฐบาลนำงบประมาณมาจ้างก่อสร้างโดยตรง ส่วนกลุ่มสเตคอนยังร่วมลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านบริษัท สเตลล่าร์ ดีซี ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอด้วย จึงมีทั้งการรับจ้างสร้างและการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่รัฐส่งเสริม
พอมาถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เงื่อนไขของรัฐกำหนดว่าผู้ขอรับเงินสนับสนุนต้องติดตั้งกับการไฟฟ้า หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กฟภ. หรือ กฟน. และในรายชื่อผู้ให้บริการของ กฟภ. ก็มีซิโน-ไทยอยู่ด้วย บริษัทที่เชื่อมถึงลูกชายและลูกสาวของอนุทินจึงมีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการตามเงื่อนไขของนโยบายนี้ แม้การมีชื่อในทะเบียนยังไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับงานหรือได้รับจัดสรรวงเงินแล้วก็ตาม
ส่วน “ซิโนพาวเวอร์” เป็นอีกบริษัทหนึ่ง อย่าสับสนกับซิโน-ไทย บริษัทนี้มี STPI ถือหุ้นประมาณ 60% จึงเชื่อมกลับไปถึงหุ้นของอนุทินโดยอีกทางหนึ่ง ซิโนพาวเวอร์ได้สัญญาโซลาร์ลอยน้ำมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีประมาณ 106 ล้านบาท จากการเสนอราคาต่ำสุดในการประมูล งานนี้เป็นคนละโครงการกับโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน
เมื่อเห็นความเชื่อมโยงทั้งหมดแล้ว คำถามจึงอยู่ที่ว่า อนุทินควรวางระยะห่างระหว่างอำนาจรัฐกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองและครอบครัวอย่างไร การบอกว่าไม่ได้บริหารบริษัทแล้ว เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนวางใจหรือไม่ ในเมื่อนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจให้บริษัทเหล่านี้ด้วย
และควรหรือไม่ที่บริษัทซึ่งเขายังมีสิทธิรับประโยชน์จากหุ้น รวมถึงบริษัทของครอบครัว จะแสดงความชัดเจนว่าจะหลีกเลี่ยงงานประมูลหรือโครงการที่เสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหน่วยงานและนโยบายที่เขามีอำนาจกำกับ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องไล่แกะรายชื่อบริษัทและผู้ถือหุ้นกันเองทุกครั้ง
ถึงแม้ว่าจุดที่ต้องแยกจากกรณีทักษิณคือ ศาลวินิจฉัยว่าทักษิณยังคงถือหุ้นโดยให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจนั้น ส่วนการโอนหุ้นให้บริษัทจัดการตามกฎหมายของรัฐมนตรีเป็นอีกกลไกหนึ่ง อาจจะนำมาเท่ากันเพียงเพราะทั้งคู่บอกว่าไม่ได้บริหารบริษัทไม่ได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อคือ การใช้อำนาจรัฐและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง
รัฐบาลอนุทินที่ถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ จะหลีกเลี่ยงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในยุคทักษิณได้หรือไม่ จึงไม่ได้อยู่ที่คำยืนยันว่าใครเลิกบริหารบริษัทไปกี่ปีแล้ว แต่อยู่ที่ว่า เมื่ออำนาจรัฐกับผลประโยชน์ของครอบครัวมาพบกัน จะมีอะไรให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า การตัดสินใจนั้นทำเพื่อประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจของคนในอำนาจ

