เป็นการให้คะแนนใน Report Card สำหรับการบริหารของ ปธน.คนที่ 47 ในครึ่งแรกที่เข้ามาบริหารที่ทำเนียบขาว ซึ่งอย่างที่ศ.พอล ครุกแมน เจ้าของรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2008 ได้เขียนใน Substack.com เพียง 2-3 วันก่อนวันเลือกตั้ง 3 พ.ย.ว่า ชาวอเมริกันที่เทคะแนนให้กับ DJT ในปลายปี 2024 เพราะคำสัญญามากมายว่าจะทำให้แก่เขา แต่เมื่อเวลาผ่านมา 2 ปี คำสัญญานั้นก็ได้มีการทรยศคือ Promises Made, Promises Betrayed ไม่ใช่ Promises Made, Promises Kept หรอก
ศ.ครุกแมน เรียกว่า ทรัมป์โปโนมิกซ์ (Trumponomics) หรือนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ที่มี 4 เรื่องใหญ่ที่เขาได้สัญญาไว้
เรื่องแรกคือพลังงานที่เขาสัญญาในช่วงที่เขาประณามการทำงานของปธน.ไบเดนว่า น้ำมันแพงมาก (เป็นผลพวงมาจากรัสเซียบุกยูเครนในต้นปี 2022) ซื้อน้ำมันแพงมากช่วง ’23 แต่พอปี ’24 ครุกแมนก็อธิบายว่า ไบเดนสามารถทำให้ราคาน้ำมันเติมรถยนต์ลดลงมามากจนเป็นปกติ
แต่น้ำมันได้ถีบตัวสูงขึ้นมากในสมัยของทรัมป์ 2 ก็ด้วยสงคราม (12 วันที่ร่วมถล่มกับเนทันยาฮูที่ฐานห้องทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน) และในช่วงต้น ’26 เป็นต้นมาที่น้ำมัน (และก๊าซธรรมชาติ) ทุกชนิดทะยานไปสูง 120 เหรียญ (สำหรับเบรนท์)
น้ำมันจากสงครามถล่มอิหร่านทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง ก็ในช่วงของทรัมป์นี่แหละ ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจต่อความสามารถในการจับจ่ายที่ลดฮวบลงมา
เรื่องที่สองคือ ภาษีของทรัมป์ (Trump Tariffs) ที่ทำให้สินค้าปรับตัวสูงขึ้นก็เพราะการนำเข้าทำให้ผู้นำเข้าต้องจ่ายภาษีนำเข้าสูงมาก และผลักดันให้ผู้บริโภคอเมริกันเป็นผู้ต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทรัมป์เฉไฉบอกชาวอเมริกันว่า ประเทศผู้ส่งออกเป็นผู้ถูกลงโทษที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และเอาเปรียบสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน-เพราะผู้ส่งออกไม่ได้จ่ายภาษีทรัมป์แม้แต่น้อย-คนอเมริกันนั้นแหละเสียรู้ทรัมป์ ต้องจ่ายแพง
เรื่องที่สามคือ นโยบายเนรเทศส่งกลับแรงงานต่างชาติ ที่ใช้ปฏิบัติการโหดของ ICE เข้าจับกุม และสร้างความกลัวแก่แรงงานต่างชาติ โดยทรัมป์บอก (หลอก) คนอเมริกันว่า แรงงานต่างชาติที่ไบเดนและปธน.คนก่อนๆ (โดยเฉพาะคู่แค้นอย่างโอบามา) ได้ผ่อนปรนให้แรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานแรงงานอเมริกันท้องถิ่น
ครุกแมน อธิบายว่า แรงงานต่างชาติต้องยอมทำงานสกปรกที่เสี่ยงภัย (เช่นทำความสะอาดกระจกอาคารสูง) หรือในงานก่อสร้างต่างๆ และงานเหล่านี้ คนอเมริกันไม่ยอมทำ ดังนั้น เมื่อเนรเทศอย่างโหดเหี้ยมให้พวกแรงงานต่างชาติหายไปเป็นล้านคน ก็ทำให้ขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง, เกษตร และงานบริการ (ทำความสะอาดห้องน้ำ+อาคารสูง)
ความโหดร้ายของ ICE ที่ใช้ความรุนแรงในการจับกุม (จนมีคนอเมริกันถูกยิงตายจากฝีมือ ICE) ทำให้แรงงานต่างชาติที่ยังไม่ถูกจับ (เพราะไม่มีเอกสารถูกต้อง) ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าโผล่ออกมาทำงาน ก็ทำให้แรงงานไม่พอเพียงจนทำให้สินค้าขยับราคาขึ้นได้
สำหรับเรื่องสุดท้ายคือ นโยบายตัดลดค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ทำได้เป็นกอบเป็นกำคือ ประกันสุขภาพที่โอบามาทำเอาไว้ด้วยการตัดลด ทั้งค่าอาหารกลางวันเด็กยากจนด้วย...โดยวิธีการตั้งเงื่อนไขที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านประกันสุขภาพ หรือค่าอาหาร (Food Stamp) ต้องไปฝึกอบรมตามจำนวนเวลาที่รัฐกำหนด และต้องหางานใหม่ (ที่ค่าจ้างถูกมากลงไปอีก) ในเวลาที่กำหนด...ซึ่งครุกแมนอธิบายว่า เป็นการแกล้งให้คนเหล่านี้หลุดจากได้รับการช่วยเหลือ เพราะถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ยากมาก ได้ตามกำหนดเวลาก็จะถูกตัดออกต้องตายอย่างเขียดทีเดียว
นอกจาก 4 นโยบายของ Trumponomics แล้ว ก็ยังมีเรื่องคอร์รัปชันที่ทำในสเกลที่มโหฬาร ทั้งตัวทรัมป์เอง, ลูกๆ หลานๆ และคนใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
รวมทั้งการตัดญาติขาดมิตรกับเหล่าพันธมิตรของสหรัฐฯ แบบไม่ดูดำดูดี จากกรณี Tariffs ที่โหด และการไม่ผูกพันกับสัญญาระหว่างประเทศที่เคยทำกันมานาน
ครุกแมนตั้งความหวังให้มีการเปลี่ยนข้างทั้งสองสภาฯ ที่จะไม่เป็นรีพับลิกันจากความผิดหวังในคะแนนของฝ่ายบริหารตลอด 2 ปีที่ผ่านไป
ซึ่งจากโพลแทบทุกสำนักให้ทรัมป์มีคะแนนนิยมต่ำมากแค่ 30% และสภาล่างจะมีเสียงข้างมากเป็นเดโมแครต
ส่วนวุฒิสภานั้น เดโมแครตต้องการอีกแค่เพียง 4 เสียง เพราะเดิมได้อยู่แล้ว 47 (รีพับลิกันได้ 53) และในประมาณ 10 รัฐที่เคยเป็นรัฐสีแดง ก็กำลังมีคะแนนสูสีจนต้องรอลุ้นว่าจะได้ สว.เป็นเดโมแครตที่ชนะรีพับลิกันที่รัฐใดบ้าง?
ที่ลุ้นกันก็มีรัฐเทกซัสที่ไม่เคยมี สว.จากเดโมแครตมาเกือบ 35 ปี ที่รัฐเมน สว.ซูซาน คอลลินส์ จากรีพับลิกันเป็น สว.มากถึง 30 ปีทีเดียว
ที่รัฐเซาท์แคโรไลนา คะแนนของรีพับลิกันก็กำลังสูสีกับฝ่ายเดโมแครตอย่างไม่น่าเชื่อ
ยังมีที่ไอโอวา, เนบราสกา, อะแลสกา และโอไฮโอ...ที่แคนซัส จะเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปีที่จะเปลี่ยนมาเป็นเดโมแครต
ถ้าชาวรีพับลิกันที่อาจไม่ค่อยพอใจทรัมป์ทั้งเรื่องส่วนตัว และการบริหารที่ไม่สามารถทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้...พวกเขาก็แค่ไม่ออกไปลงคะแนนเท่านั้นเอง...คงไม่ถึงกับออกไปลงคะแนนให้เดโมแครต
แต่ที่น่าทึ่งคือ มีทั้ง สส. และ สว.รีพับลิกันบางคนออกมาบอกหน้าจอทีวีเลยว่า จะลงคะแนนให้ฝ่ายเดโมแครต เพราะไม่พอใจนโยบายของทรัมป์…

