xs
xsm
sm
md
lg

“อำนาจแห่งดาบ” และ “อำนาจแห่งใจ” กับ “สงครามโลกครั้งที่ 3”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เบนจามิน เนทันยาฮู
ถึงจะงัด “อาวุธนิวเคลียร์” ไม่ว่าทางยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ มาเล่นงานอิหร่าน หรือไม่? อย่างไร? ในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ แต่โอกาสที่ “สุนัขบ้า” หรือ “สุนัขรับใช้” อย่างอเมริกาและผู้ลาก ผู้จูง อย่างอิสราเอล จะบรรลุเป้าหมายตามที่ตัวเองปรารถนาและต้องการ หรือบรรลุ “ชัยชนะ” ยังไงๆ...มันน่าจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ!!!

เพราะอย่างที่อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านอำนาจ จอมจักรพรรดิ “Napoleon Bonaparte” แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศสเขาเคยเอ่ย เคยปรารภ ไว้เป็น “วาทะ” อันเป็นที่จดจำกันมานานนั่นแหละว่า โลกใบนี้...มันมีอำนาจอยู่เพียงแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ “อำนาจแห่งดาบ” กับ “อำนาจแห่งใจ” แต่สุดท้ายแล้ว... “ใจ” ก็สามารถสยบ “ดาบ” ลงไปได้ในทุกๆ ครั้ง (There are but two powers in the world, the sword and the mind. In the long run, the sword is always beaten by the mind.) หรือความพยายามที่จะใช้ “อำนาจ” บังคับผู้อื่น โดยผู้ที่ดำรงตนเป็นข้าทาส เป็นสุนัขรับใช้ชาวยิว ชาวอิสราเอล ในทุกวันนี้ มันมักต้องเจอกับกระแสต้าน กระแสทวน กระแสปฏิเสธ-คัดค้านของผู้คนไม่ว่าภายในประเทศตัวเอง หรือระดับโลก อย่างน่าตื่นตะลึงพรึงเพริดยิ่งเข้าไปทุกที...

ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่รัฐบาลชาติตะวันตก อย่างอังกฤษ ที่ถูกครอบ ถูกล่ามโซ่ ไว้ด้วยอำนาจ อิทธิพลของผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเจ้าของ “Bank of London” มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูด อย่าง “Nathan Rothschild” อภิมหาเศรษฐีชาวยิวรายสำคัญ จนการกระดิกกระเดี้ยใดๆ มักต้องเป็นไปตามคำสั่ง คำบงการ ที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาวยิว ของประเทศอิสราเอลเสมอๆ แม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน อย่าง “นายAndy Burnham” จะทำท่าฮึดๆ ฮัดๆ ในช่วงแรกๆ ต่อการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอลแบบ “พอเป็นพิธี” แต่สุดท้าย...ไม่ว่าตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงสื่ออังกฤษ โดยเฉพาะ “BBC” ต่างพยายามหันมาใช้ “อำนาจ” ในการ “ล่าแม่มด” หรือการหันไปเล่นงานใครก็ตามที่เชียร์ปาเลสไตน์ ที่ต่อต้าน คัดค้านลัทธิ “Zionist” จนแม้แต่พรรคการเมืองที่เคยสัญญาว่าจะร่วมมือในการบริหารกิจการท้องถิ่น อย่างพรรค “Green” ก็ยังมิวายถูกกด ถูกบีบ ให้เลิกประกาศต่อต้าน “Zionist” ซะโดยดี ไม่งั้นอาจถูกถีบออกจากข้อตกลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น...

เรียกว่า...แค่มีใครเอาภาพทหารอิสราเอลที่กำลังแสดง “ความถ่อย” ต่อผู้หญิงชาวปาเลสไตน์ไปโพสต์ ไปโฆษณาไว้เพียงเท่านั้น ก็ถูกตำรวจอังกฤษรวบตัวเข้าซังเตเอาง่ายๆ คนแก่ คนชราชาวผู้ดีแท้ๆ อายุปาเข้าไป 70-80-90 ปีแต่ถ้าหากคิดออกมาประท้วงรัฐบาลอิสราเอลในเรื่องทำนองนี้ ก็มีอันต้องถูกหิ้ว ถูกหาม เข้าไปนอนในตะรางกันไปเป็นรายๆ ความพยายามใช้ “อำนาจแห่งดาบ” บีบบังคับใครต่อใคร แม้แต่ผู้คนพลเมืองของตัวเอง ไม่ให้คิดหือรือใดๆ กับ “นายทาส” กับลัทธิ “Zionist” กับรัฐบาลอิสราเอล มันเลยกำลังก่อให้เกิดกระแสต้าน กระแสทวน ลุกลามไปทั่วประเทศอังกฤษ จนไม่ว่าพรรครัฐบาลอย่างพรรคอนุรักษนิยม หรือพรรคแรงงานก็เถอะ ต่างก็ไปไม่เป็น แทบอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่รอด ไปด้วยกันทั้งนั้น...

เยอรมนี...ก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่เคยปลอบประโลมถึงการกระทำอันสุดแสนเหี้ยมโหดอำมหิตของกองทัพและรัฐบาลอิสราเอลต่อชาวกาซา เวสต์แบงก์ เลบานอน ไปจนถึงอิหร่าน ทำนองว่า...อย่างน้อยอิสราเอลก็คือ “ผู้ที่กำลังช่วยทำงานสกปรกๆ ให้กับเรา” อย่าง “นายFriedrich Merz” ผู้นำเยอรมนี ทุกวันนี้ ก็อยู่ในสภาพ “ตายแหล่-มิตายแหล่” เหลือแค่รอเวลาแบกขึ้นเมรุเพื่อเผาหลอก หรือเผาจริง เท่านั้นเอง รวมไปถึงผู้นำฝรั่งเศสอย่าง “นายEmmanuel Macron” ที่ถูกปั้น ถูกปรุงแต่ง ให้เป็น “นักการเมือง” มาตั้งแต่ยังเป็นลูกจ้างบริษัท “Rothschild” จนกลายมาเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสจนได้ มาถึงทุกวันนี้...ไม่ว่าคิดจะลงดาบ ใช้ดาบ ในแบบใด? วิธีใด? กับนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือกับประชาชนชาวฝรั่งเศสที่พร้อม “ลงถนน” เที่ยวแล้ว-เที่ยวเล่า ไม่ว่าประเภท “ม็อบน้ำหมาก” หรือประเภทขนเพิ่งขึ้น “หะรอมหะแรม” แบบเด็กนักเรียนก็ตาม แต่ยังไงๆ ก็ “เอาไม่อยู่” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน จนการจลาจลภายในประเทศใกล้ๆ คล้ายๆ “ปฏิวัติฝรั่งเศส” เมื่อครั้งอดีต ยิ่งเข้าไปทุกที...

ส่วนคุณพ่ออเมริกา...ชาตินิวเคลียร์ที่กำหัวรบนิวเคลียร์เอาไว้ในมือเป็นอันดับ 2 รองจากมหาอำนาจคู่แข่งอย่างหมีขาวรัสเซียแค่ไม่กี่ร้อยลูก ที่ผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” พร้อมแสดงตัวเป็นทั้ง “สุนัขบ้า” และ “สุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์” ต่ออิสราเอลอย่างไม่คิดจะผันแปรเป็นอื่น ตามไล่ล่าผู้ต่อต้านอิสราเอล ผู้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในอเมริกามาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยแรกจนถึงสมัยปัจจุบัน พร้อมที่จะพลีชีพลูกหลานชาวอเมริกัน หรือทหารอเมริกัน เพื่อเซ่นสังเวยบูชายัญให้กับอิสราเอลทุกเมื่อ ทุกกรณี และทุกสถานการณ์ แต่มาถึงทุกวันนี้...แม้พยายามขนอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้กับกองทัพอิสราเอลเพื่อ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ผู้คนในตะวันออกกลาง กันอย่างเป็นระบบ เป็นกิจการ แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ต้องเจอกับกระแสต้าน กระแสทวน ที่น่าทึ่งและน่าตื่นตะลึงเอามากๆ!!!

นั่นก็คือ...การป่าวประกาศของบรรดา “กรรมกรท่าเรือ” ที่รวมตัวกันเป็น “สหภาพ” ในแต่ละประเทศ จำนวนมากกว่า 25 สหภาพ ในท่าเรือกว่า 113 แห่ง ตลอด 22 ประเทศ ที่ได้ร่วมประชุมหารือ ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะออกแถลงการณ์เมื่อช่วงวันศุกร์ที่แล้ว (30 ต.ค.) ว่าบรรดากรรมกรท่าเรือในเมืองท่าต่างๆ ไม่ว่า “Genoa”, “Valencia” ในอิตาลี “Marseille”, “Le Havre” ในฝรั่งเศส “Hamburg” ในเยอรมนี “Barcellona” ในสเปนและ “Piraeus” ในประเทศกรีซ ฯลฯ พร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นมาต่อต้าน คัดค้าน การขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ไปให้กับกองทัพอิสราเอล ร่วมกับบรรดากรรมกรท่าเรือในอีกหลายต่อหลายประเทศไม่ว่า “Tangier Med” ในโมร็อกโก “Nhava Sheva” และ “Chennai” ในอินเดีย รวมทั้งกรรมการท่าเรือในเมือง “Oakland” และ “San Francisco” ของสหรัฐอเมริกา ก่อนเชื่อมต่อข้ามไปยังกรรมกรท่าเรือในประเทศตุรกี ไซปรัส สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ โปรตุเกส บราซิล เม็กซิโก และออสเตรเลีย ด้วยการปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการขนย้าย ลำเลียง ตู้สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ อันจะมีผลให้ตู้คอนเทนเนอร์อาวุธจำนวนไม่น้อยกว่า 40,000 ตู้ต้องตกค้างอยู่ตามท่าเรือต่างๆ ไม่สามารถส่งไปถึงมือของผู้ที่กำลัง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ใครต่อใครได้อีกต่อไป!!!

นี่...เรียกว่ามันลามกันในระดับ “ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง” เอาเลยก็ว่าได้ สำหรับกระแสเกลียด กระแสทวน กระแสต่อต้านรัฐบาลอิสราเอล ต่อต้าน “Zionist” โดยเฉพาะถ้าดูจาก “คำขวัญ” ของบรรดากรรมกรท่าเรือเหล่านี้ ที่ป่าวประกาศเอาไว้ชัดเจนว่า “No Harbor for Genocide” หรือไม่มีท่าเรือใดๆ ที่จะยอมศิโรราบให้กับการขนเอาปืนผา หน้าไม้จากอเมริกา ไปให้กับบรรดาทหารอิสราเอลเพื่อใช้เข่นฆ่า ล้างผลาญ ใครต่อใครอีกต่อไปแล้ว หรือ “จากเครื่องบินถึงรถถัง-ปืนถึงกระสุน-ระเบิดถึงดินระเบิด-เครื่องแบบถึงท็อปบู๊ต ท่าเรือของเราย่อมไม่ใช่สถานที่ที่จะถูกนำไปใช้เติมเต็ม ให้กับสงครามแห่งการล้างเผ่าพันธุ์อีกต่อไป...” นั่นคือถ้อยคำที่ถูกระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วม แม้ว่าในช่วงตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา กองทัพอเมริกันเคยอาศัยช่องทางดังกล่าวในการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปให้กองทัพอิสราเอลถึง 3,400 เที่ยว ผ่านท่าเรือ 67 แห่งใน 42 ประเทศ มาแล้วก็ตาม...

หรือสรุปง่ายๆ ว่า...ด้วย “อำนาจแห่งดาบ” ที่รัฐบาลอิสราเอล หรือลัทธิ “Zionist” กำเอาไว้ในมือมาโดยตลอด ถึงจะเป็นดาบที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าสยดสยองพองขนไปถึงขั้นไหน? สามารถทำให้กองทัพที่ทรงพลังอำนาจที่สุดในโลกอย่างกองทัพอเมริกัน พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้อง คุ้มครอง สร้างและขยายอำนาจของอิสราเอลให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง หรือทั่วทั้งโลกในท้ายที่สุด สามารถทำให้รัฐบาลยุโรปในหลายต่อหลายประเทศ ไม่ว่าอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ ต้องหันมาเล่นงานผู้คนภายในประเทศตัวเอง เพื่อเซ่นสรวงบูชายัญให้กับรัฐบาลอิสราเอลและลัทธิ “Zionist” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ แต่ในเมื่ออำนาจเหล่านี้...มันไร้เสียซึ่ง “หัวใจ” ปราศจากความ “เข้าถึง-เข้าใจ” ต่อชีวิตมนุษย์ หรือต่อ “คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์” จนส่งผลให้ใครต่อใครทั่วทั้งโลกหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นพวก “อมาเลก” (Amalek) หรือผู้ที่ “พระเจ้าแห่งชาวยิว” สั่งให้สังหาร พร่าผลาญ ไม่ให้เหลือเศษ เหลือซาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่-คนชราใดๆ ก็ตาม เพื่อที่จะให้ “ชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” อย่างบรรดา “ชาวยิว” ทั้งหลาย กลายเป็นผู้ปกครองโลกทั้งโลกในช่วงวาระสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ...อันนี้นี่แหละที่มันเลยทำให้ “In the long run, the sword is always beaten by the mind.” หรือทำให้ “อำนาจแห่งดาบ” ย่อมต้องยอมสยบต่อ “อำนาจแห่งใจ” ไปในทุกๆ ครั้ง...