การเคลื่อนไหวมวลชนที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นมักเกิดจากคนที่มีบารมี เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศ และมีฐานมวลชนในระดับหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของกำนันคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมาก่อนจะได้รับการขานรับมากมาย นั่นสะท้อนว่าข้อเรียกร้องของเขาตรงกับใจของประชาชนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้
ดูเหมือนรัฐบาลอนุทินกำลังดูเบาการเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยเฉพาะน้ำเสียงของพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ที่ผมฟังแล้วรู้สึกหมิ่นแคลนมวลชนอยู่ไม่น้อย
หากมองตามลำดับชั้น กำนันเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเล็กๆ คนหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับลูกบ้าน ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกำนันก็มาจากผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่บ้านด้วยกัน กำนันจึงถือเป็นผู้ที่มีบารมีและได้รับการยอมรับ เป็นทั้งผู้นำชาวบ้านในชุมชนและเจ้าหน้าที่รัฐในคนคนเดียวกัน
กำนันมะโน เครือแก้ว ก็เช่นเดียวกัน จากที่ผมถามคนกระบี่ เขาไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมาก่อน จนกระทั่งออกมาคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และถูกตั้งกรรมการสอบ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนมาถึงการประกาศระดมรถพันคันขึ้นมาทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำความทุกข์ร้อนของประชาชนมาให้ถึงหูของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การนำปัญหาของชาวบ้านไปให้ผู้มีอำนาจรับรู้ก็ถือเป็นหน้าที่ของกำนันอย่างหนึ่ง ขณะที่วันนี้อนุทินกำลังสนุกสนานกับการขับกล่อมเสียงเพลงอย่างมีความสุข
แม้เขาจะมีสายบังคับบัญชาขึ้นไปถึงนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด แต่กำนันมะโนคงเห็นแล้วว่าความทุกข์ร้อนที่ประชาชนได้รับนั้นเกินกำลังของหน่วยงานระดับจังหวัด เพราะการแก้ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายและความสามารถในการบริหารของรัฐบาลอนุทิน
ข้อเรียกร้องของกำนันมะโนก็คือ ให้รัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันแพง ข้าวของแพง รายได้ของชาวบ้านไม่พอกับรายจ่าย ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ปัญหายาเสพติดที่ระบาดอยู่ในชุมชน รวมไปถึงการทุจริตในการสอบข้าราชการท้องถิ่น เรื่องเหล่านี้กำนันแก้เองไม่ได้ นายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีอำนาจไปลดราคาน้ำมันหรือเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลได้ เขาจึงต้องนำปัญหาขึ้นมาถึงทำเนียบรัฐบาล ให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจได้รับฟังและลงมือแก้ไข
สิ่งที่ผมจับสัญญาณได้คือ การเคลื่อนไหวของกำนันมะโนนั้นมีกระแสและได้รับการขานรับจากคนหลายภาคส่วนและหลายภูมิภาค มีข่าวออกมาตลอดว่าจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ และคนนั้นคนนี้ จะนำรถและคนมาสมทบกับกำนันมะโนที่ทำเนียบรัฐบาล
รวมถึงสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของรัฐบาล และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ให้เข้าร่วมขบวนคาราวานของกำนันมะโน
กำนันมะโนกำหนดเริ่มตั้งขบวนวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่สี่แยกควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเวทีเวลา 09.19 น. เพื่อชี้แจงจุดประสงค์ประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ โดยให้ผู้ร่วมเดินทางนำรถพร้อมคนขับและน้ำมันมาเอง ตั้งเป้ารวมรถ 1,000 คัน ระหว่างทางจะแวะเปิดเวทีและรับคนสมทบที่สุราษฎร์ธานี ชุมพร และเพชรบุรี หากได้รถครบตามเป้าก็จะมุ่งหน้าสู่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ส่วนผู้ร่วมจากภูมิภาคอื่นให้ไปสมทบที่ทำเนียบรัฐบาลโดยตรง ทั้งนี้ ยังไม่ได้กำหนดวันเดินทางถึงกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน
แม้จะมีเสียงหมิ่นแคลนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ที่เริ่มจากผู้นำชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง แต่ผมก็เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้กองคาราวานคนทุกข์ของกำนันมะโนเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการระดมมวลชนออกมาขัดขวาง รวมถึงข้อกล่าวอ้างว่าจะมีการระดมแรงงานต่างด้าว และประสานกับผู้มีอิทธิพลในจังหวัดระนองและชุมพรให้สกัดขบวน ตลอดจนมีข่าวทำนองว่าบุคคลผู้มีอำนาจในรัฐบาลเดินทางไปหารือกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเอาผิดกำนันมะโนในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเจ้าตัวประกาศว่าไม่หวั่นเกรงกับผลที่จะตามมากับตัวเอง
สิ่งที่ต้องจับตาคือ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งตำรวจและฝ่ายปกครองจะใช้การตั้งด่านและตรวจสอบสภาพรถตามกฎหมายเป็นเครื่องมือสกัดการเดินทางหรือไม่ และหากมีมวลชนที่จัดตั้งขึ้นมาขัดขวาง เจ้าหน้าที่จะป้องกันการเผชิญหน้าหรือปล่อยให้เกิดการปะทะ เพราะหากเกิดความรุนแรงขึ้น ภาพของผู้ออกมาเรียกร้องก็อาจถูกนำไปผูกกับการสร้างความวุ่นวายในประเทศ แต่สุดท้ายผมยังเชื่อว่า แม้ขบวนของกำนันมะโนจะประสบกับการขัดขวางต่างๆ ก็อาจผ่านด่านมาได้ เพราะการสกัดขบวนรถจำนวนมากย่อมเสี่ยงทำให้การจราจรบนเส้นทางสายใต้เป็นอัมพาตไปด้วย
รัฐบาลอนุทินจึงกำลังเผชิญกับความไม่พอใจของมวลชนระดับล่างที่ประสบกับความยากลำบาก แม้กำนันมะโนจะไม่ได้พูดชัดว่าต้องการมาขับไล่รัฐบาล เพียงแต่ต้องการนำความเดือดร้อนมาให้นายกรัฐมนตรีได้รับรู้ แต่นี่คือสัญญาณที่สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล แม้รัฐบาลอนุทินจะเชื่อมั่นว่าตัวเองได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำและรัฐพันลึก จนมั่นใจว่าจะอยู่ไปได้ถึงสองวาระหรือ 8 ปี
หากกระแสของกำนันมะโนดังและแรงขึ้น ขบวนที่เคลื่อนมาทำเนียบรัฐบาลอาจไม่ได้มีเพียงกองคาราวานคนทุกข์จากภาคใต้ แต่อาจมีขบวนคาราวานจากหลายภาคมาสมทบ และถ้าสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง อำนาจที่หนุนหลังรัฐบาลอนุทินก็คงต้องทบทวนว่า ระหว่างประชาชนที่ทุกข์ยากกับรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ จะเลือกอยู่ข้างฝ่ายไหน
อนุทินอาจจะชื่อหนู แต่เป็นหนูที่สวมเสื้อคลุมราชสีห์ ส่วนกำนันมะโนต่างหากที่เป็นเพียงหนูตัวเล็ก และยังต้องเผชิญกับเสียงหมิ่นแคลนจากบางคน สำหรับจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเคยเป็นแกนนำประชาชน ออกมาวิจารณ์ในทำนองว่า สังคมไม่ควรหลงตามกระแสโซเชียล และกำนันมะโนกำลังเล่นใหญ่เกินสเกล ขณะเดียวกัน เขาเตือนรัฐบาลไม่ให้ปิดกั้นการเคลื่อนไหว เหมือนกับการไม่ให้ราคาผู้ชุมนุม
ไม่รู้เหมือนกันว่าการนำของกำนันมะโนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือล้มเหลวลงในที่สุดอย่างที่มีบางคนหมิ่นแคลน แต่อย่างน้อยนี่คือการตื่นตัวของประชาชนและผู้นำชาวบ้านเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ไม่นิ่งดูดายกับความทุกข์ยากของประชาชนภายใต้รัฐบาลชุดนี้
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan

