ช่วงนี้ในโลกออนไลน์ กระแสเรื่องการตรวจสอบมูลนิธิฯ และเงินบริจาค กำลังเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอย่างมาก
โดยเฉพาะบรรดาคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม มีผู้ติดตามจำนวนมาก และมีองค์กร หรือมูลนิธิเข้ามาเกี่ยวข้อง
วันนี้จึงอยากชวนมาทำความรู้จัก คนดัง 3 คน ที่กำลังถูกพูดถึงในกระแสนี้ว่า แต่ละคนเป็นใคร มีเส้นทางชีวิตมาอย่างไร และเข้ามาทำงานช่วยเหลือสังคมได้อย่างไร
คนแรก... “ปอนด์ จักรกฤษณ์ แต่งตั้ง”
คนนี้ เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายกู้ภัย มีผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊ก ประมาณ 6.1 ล้านคน
ประวัติของ “ปอนด์” น่าสนใจ เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นคนดังในโลกออนไลน์ แต่เคยทำงานเป็นเด็กส่งแก๊สมาก่อน จากนั้นเข้าสู่วงการกู้ภัย ทำงานเป็นพนักงานมูลนิธิ ก่อนจะออกไปเปิดร้านสักเป็นของตัวเอง และยังส่งตัวเองเรียนไปด้วย
ต่อมา ก็กลับมาทำงานอาสากู้ภัยอีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้ “ปอนด์” เป็นที่รู้จักคือ การก่อตั้งโครงการส่งศพฟรีทั่วประเทศ ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งเรื่องการรับส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา และการจัดงานศพให้กับผู้ยากไร้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นี่คือเส้นทางของคนที่เติบโตมาจากงานกู้ภัย ก่อนจะกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน
คนที่สอง “อาจารย์เบียร์ ฅนตื่นธรรม”
คนนี้มีเส้นทางชีวิตแตกต่างออกไป
เดิมจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ เอก การสื่อสารแบรนด์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยทำงานบริษัท เป็นที่ปรึกษาการตลาด มีรายได้ระดับหลักแสนบาทต่อเดือน และเคยลงทุนทำธุรกิจร้านซักรีด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ต่อมาเจ้าตัวหันเข้าสู่วงการหมอดู อยู่ในอาชีพนี้ประมาณ 7 ปี ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนจากการศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
สุดท้ายตัดสินใจเลิกอาชีพหมอดู แล้วหันมาถ่ายทอดธรรมะผ่านเพจ และช่องทางออนไลน์ในชื่อ “ฅนตื่นธรรม”
จุดเด่นคือ การพูดตรง ใช้ภาษาชาวบ้าน ไม่อ้อมค้อม บางครั้งก็ใช้ถ้อยคำรุนแรง จนเกิดทั้งกระแสชื่นชอบ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ล่าสุดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 มีการเปิดเผยเอกสารการจัดตั้ง “มูลนิธิคนตื่นธรรม” อย่างเป็นทางการด้วย
คนที่สาม “กัน จอมพลัง” หรือ “กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์”
คนนี้คงไม่ต้องแนะนำกันมาก เพราะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีชื่อเสียงจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในหลากหลายกรณี
ประวัติที่มีการนำเสนอทางสื่อระบุว่า เดิมเป็นพ่อค้าบะหมี่ ก่อนจะเข้าสู่การทำงานช่วยเหลือสังคม จนกลายเป็นคนดังในโลกออนไลน์ มีผู้ติดตามจำนวนมาก
บทบาทของ “กัน จอมพลัง” คือการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ประสบภัย และภารกิจช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ตามแนวชายแดน
ต่อมามีการจัดตั้ง “มูลนิธิ กัน จอมพลัง ช่วยสู้” เพื่อรองรับงานช่วยเหลือสังคม และในเดือนสิงหาคม2569 กระทรวงมหาดไทย อนุมัติให้เจ้าตัวขึ้นเป็นประธานมูลนิธิฯ ด้วย
แต่กรณีของ “กัน จอมพลัง” มีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการเงิน และการใช้เงินบริจาค ที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ DSI แล้ว โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “ตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้นำเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ไปมอบให้เจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ ข้อกล่าวอ้างและข้อสงสัยต่างๆ ยังต้องรอการตรวจสอบ และข้อสรุปจากเจ้าหน้าที่
ทีนี้ลองมองภาพรวม ... ทั้ง 3 คน มีพื้นฐานและเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกันเลย
คนหนึ่งเติบโตมาจากงานกู้ภัย คนหนึ่งมาจากเส้นทางการตลาดและการเผยแผ่ธรรมะ อีกคนหนึ่งสร้างชื่อจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน
แต่สิ่งที่มีร่วมกัน คือ การมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ และการมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเมื่อมีเงินบริจาค และองค์กรการกุศลเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ตามมาก็คือ ความรับผิดชอบต่อเงิน และความไว้วางใจของประชาชน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ควรมองว่า ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนไม่ดี หรือใครกำลังถูกกลั่นแกล้ง
เพราะการทำงานช่วยเหลือสังคม เป็นเรื่องที่ดี แต่การตรวจสอบเงินบริจาค ในสถานการณ์ที่สังคมเริ่มขาดความเชื่อมั่นกับ “มูลนิธิฯ” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป
คนบริจาคมีสิทธิรู้ว่าเงินของตัวเองไปอยู่ที่ไหน ถูกนำไปใช้อะไร และตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ยิ่งเป็นองค์กรที่มีคนรู้จักมาก มีเงินบริจาคจำนวนมาก ก็ยิ่งควรเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน
เพราะสุดท้ายแล้ว ความน่าเชื่อถือขององค์กรการกุศล ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตาม ไม่ได้อยู่ที่ภาพการลงพื้นที่ช่วยคน แต่อยู่ที่ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ด้วย

