ผบช.สตม.สั่งเข้ม อย่าใช้ไทยเป็นที่กบดาน! ตม.ภูเก็ตจับชาวคาซัคสถาน หนีหมายแดง INTERPOL เอี่ยวแก๊งปลอมเอกสารตั้ง 20 บริษัทนอมินี สูบเงินรัฐกว่า 41.7 ล้าน พบอยู่เกินกำกนด 185 วัน
วันนี้ (4 พ.ย.) พ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล โฆษกกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 พร้อมด้วย พ.ต.อ.กันตวัฒน์ พงศ์สถาบดี และ พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ แสงเดือน รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต และ พ.ต.ท.วิศรุต ละเอียดอ่อง รองผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต บูรณาการกำลังร่วมกับกองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 8 นำโดย พ.ต.อ.เทพพนม สุวรรณรัตน์ และ พ.ต.ท.กิตติพันธ์ ศิริพร ลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายตามนโยบายของ ผบช.สตม.
สืบเนื่องจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ตได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ให้ติดตามจับกุมนายเซอเก้ (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติคาซัคสถาน ซึ่งเป็นบุคคลที่ทางการคาซัคสถานต้องการตัว และมีหมายแดง (Red Notice) ของตำรวจสากล ในคดีเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ร่วมกับพวกปลอมแปลงเอกสารจัดตั้งบริษัทอำพรางกว่า 20 แห่ง ใช้เครือข่ายบริษัทนอมินีในการฟอกเงินและถอนเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี สร้างความเสียหายแก่รัฐเป็นเงิน 560,833,701 เท็งเก หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 41.7 ล้านบาท ก่อนหลบหนีเข้ามาพำนักในประเทศไทย
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบฐานข้อมูลสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พบว่านายเซอเก้ยังมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือ Overstay อีกด้วย
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ชุดสืบสวนทราบเบาะแสว่าผู้ต้องสงสัยพักอาศัยอยู่ภายในหอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและนำกำลังเข้าตรวจสอบ
เมื่อเดินทางไปถึง เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมประสานผู้ดูแลหอพักให้ช่วยเรียกผู้พักอาศัยภายในห้อง เมื่อเปิดประตูพบชายชาวต่างชาติลักษณะรูปพรรณตรงกับบุคคลที่ต้องการตัว โดยมีท่าทีตกใจและพยายามวิ่งเข้าไปหลบซ่อนภายในห้องพัก เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวและตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อยืนยันตัวบุคคล
ผลการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นนายเซอเก้ บุคคลตามข้อมูลที่ได้รับการประสานจริง โดยเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ด้วยประเภทวีซ่า ผ.60-ม.17 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 แต่หลังจากครบกำหนดไม่พบการขออนุญาตอยู่ต่อหรือการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด ส่งผลให้อยู่เกินกำหนดอนุญาตรวม 185 วัน
เบื้องต้นผู้ถูกจับกุมยอมรับว่าอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดอนุญาตจริง และเป็นบุคคลตามหมายแดงของตำรวจสากล เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ก่อนควบคุมตัวจัดทำบันทึกจับกุมและส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.อ.เจริญพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบพื้นที่ การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาใช้สนับสนุนงานสืบสวน ตลอดจนการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าบ้าน เจ้าของบ้านพัก และผู้ประกอบการโรงแรม ดำเนินการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถติดตามตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ชูธเรศ ได้สั่งการให้ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบและสืบสวนติดตามบุคคลต่างด้าวที่มีหมายจับตำรวจสากล รวมถึงผู้ที่อยู่เกินกำหนดอนุญาตในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนของอาชญากรข้ามชาติ รักษาความสงบเรียบร้อย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

