ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้คัดค้านคดี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกลลงชื่อแก้กฎหมายหมิ่นเบื้องสูงมาตรา 112 "วิโรจน์" ขึ้นเบิกความยืนยันความตั้งใจ-เจตนารมณ์แก้กฎหมาย
วันนี้ 3 พ.ย.2569 ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องไปแล้วจำนวน 4 นัด พยาน 9 ปากได้แก่ ได้แก่ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. กับกลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราชการสภา อย่างนายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางสินี ส้มมี ผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่ ร.ต.ต. อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายคารม พลพรกลาง นายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีต สส.กทม.พรรคก้าวไกล สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตสส.เชียงราย พรรคก้าวไกล
โดยวันนี้เป็นการไต่สวนพยานผู้คัดค้านนัดแรก มีผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำและนักวิชาการด้านกฎหมายอาญา ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนอดีต สส.บัญชีรายชื่อ อดีตโฆษกพรรคก้าวไกลเข้าเบิกความ
โดยการเบิกความของผศ.ดร.รณกรณ์ เป็นการเบิกความเกี่ยวกับตอนที่ทำความเห็นตอนเป็นพยานในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ และข้อมูลกฎหมายการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยและต่างประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ รวมถึงเบิกความว่าไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคก้าวไกล
ส่วนนายวิโรจน์ เบิกความทำนองว่า ในการประชุมสส.ของพรรคมีการทราบข้อทักท้วงและที่ประชุมก็ได้มาหารือกันถึงข้อกฎหมายภายหลังจากที่มีการยื่นร่างเข้าไปช่วงหนึ่ง ในการประชุมพรรคหลายครั้งได้มีการและเปลี่ยนข้อมูลในการประชุมทุกครั้ง และส่วนตัวเชื่อมันในรายงานของนักวิชาการและ ข้อมูลคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2554 ที่ คณะกรรมการ คอป. ได้แสดงความห่วงใยว่า มาตรา 112 ในขณะนั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเด็ดขาดและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสร้างความขัดแย้งในสังคม ส่วนช่วงที่ยื่นร่างเพราะพรรคเห็นว่าในช่วงนั้นมีการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับประชาชน รวมถึงทราบถึงข้อกังวลที่คอป.เคยแสดงไว้ ในฐานะสส.จึงนิ่งเฉยไม่ได้ พรรคจึงมีการพูดคุยว่าจะคลี่คลายเรื่องดังกล่าวอย่างไร ในที่ประชุมพรรคเกี่ยวกับการแก้ไขม.112 ก็มีเสียงของสมาชิกที่หลากหลายไม่ได้เห็นตรงกัน ส่วนการชุมนุมของภาคประชาชนได้เข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่เคยขึ้นเวที
ภายหลังจากที่เบิกความเสร็จสิ้น ศาลฎีกาได้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้านนัดต่อไปวันที่ 17 พ.ย.เวลา 09.30 น. โดยจะมีนส.เบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เบิกความ
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในห้องพิจารณาคดี องคณะผู้พิพากษาเปิดโอกาสให้ได้เล่าถึงเจตนาและความตั้งใจจริง อะไรที่จำไม่ได้ ตนก็บอกไปตรงๆ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง แต่เรื่องเจตนารมณ์และความตั้งใจดี ตนไม่ต้องซักซ้อมเลย เพราะมันอยู่ตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการจนถึงทุกวันนี้
ส่วนกรณีประเด็นความเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรคนั้น นายวิโรจน์ระบุว่า เป็นเรื่องปกติของการทำงานในพรรคการเมืองที่ทุกคนมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง รู้ว่าสถานการณ์มีความขัดแย้ง และต้องการหาทางคลี่คลายผ่านกลไกสภา ซึ่งแม้จะมีการถกเถียงหรือเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็จะมีข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกันเสมอ
เมื่อถามถึงเหตุผลที่ตนขึ้นเบิกความเป็นปากแรก นายวิโรจน์ชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องของแทคติกคดี แต่เป็นเรื่องของความพร้อม อีกทั้งตนอยู่ในเหตุการณ์และเข้าร่วมประชุมมาโดยตลอด จึงต้องการใช้โอกาสนี้ชี้แจงเพื่อยืนยันความสุจริต และย้ำว่าการทำงานผ่านการทบทวน ถกเถียง และแก้ไขมาอย่างรอบคอบหลายครั้งตลอดหลายปี
นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ ว่าการไต่สวนพยานในวันนี้ นอกจากนายวิโรจน์แล้ว ยังมี ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำและนักวิชาการด้านกฎหมายอาญา ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา ขึ้นเบิกความให้ความเห็นทางวิชาการด้วย สำหรับนัดหมายถัดไปตรงกับ วันที่ 17 พ.ย. จะเป็นการเบิกความของ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล และพยานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ อาจารย์ สุลักษณ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และกฎหมาย
การไต่สวนพยานฝั่งผู้คัดค้านได้เตรียมไว้ 60 ปาก มีการจัดทำบันทึกถ้อยคำพยาน 13 ท่าน ส่งต่อศาล รวมถึงการอ้างอิงรายงานของ คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการเยียวยาและประสานความต่าง) ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยศาลวางกรอบไว้จนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยฝ่ายผู้คัดค้านจะมีการทำแถลงการณ์ปิดคดีเพื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอต่อศาล

