MGR Online - ตำรวจน้ำสนธิกองทัพเรือ บุกทลายขบวนการลักลอบค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ ยึดกระสุนปืนอาก้ากว่า 3 หมื่นนัด เร่งขยายผลจับกุมผู้บงการเบื้องหลังต่อไป
วันนี้ (2 พ.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วย พล.ต.ท.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.รน. พ.ต.อ.สิงห์ชัย ฐานไชยสิทธิ์ ผกก.5 บก.รน. และ พ.ต.ต.พิทักษ์ กิตติ สว.ส.รน.5 กก.5 บก.รน. ร่วมกันแถลงผลจับกุมแก๊งค้าอาวุธสงครามข้ามชาติทางทะเลสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย นายสราวุธฯ อายุ 40 ปี ,นายสมส่วนฯ อายุ 23 ปี , นายฉัตรชัยฯ อายุ 48 ปี ,นายณรงค์ศักดิ์ฯ อายุ 55 ปี และ นายคิม ติน (KIM TIN) อายุ 34 ปี สัญชาติกัมพูชา พร้อมตรวจยึดกระสุนปืนอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 31,880 นัด ,วัตถุคล้ายแท่งดินส่ง 3 แท่ง , เรือยนต์สปีดโบ๊ตสีขาว ไม่มีชื่อและหมายเลขทะเบียน 2 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยจับกุมได้บริเวณแม่น้ำเวฬุ อ.เขาสมิง จ.ตราด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก เป็นกระสุนปืนอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 23,640 นัด และเครื่องกระสุนปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร จำนวน 765 นัด จึงได้มีการขยายผล เพราะคาดว่าผู้กระทำผิดจะมากระทำความผิดซ้ำ โดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างฝ่ายปกครองในพื้นที่ ,กองทัพเรือ และตำรวจ จนพบว่าจะมีการลักลอบนำเรือสปีดโบ๊ตออกไปรับสิ่งของกลางทะเล บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด ก่อนลำเลียงสิ่งของดังกล่าวขึ้นฝั่งบริเวณแม่น้ำเวฬุ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
พล.ต.ท.พรศักดิ์ กล่าวว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 05.40 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือสปีดโบ๊ตลำดังกล่าวแล่นกลับเข้ามาทางแม่น้ำเวฬุ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นพบผู้ต้องหา 5 ราย อยู่ภายในเรือ พร้อมกระสอบหลายกระสอบพันด้วยกระดาษกาว และพบเครื่องกระสุนปืนอาก้าและเครื่องกระสุนปืนอีกหลายรายการซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมตรวจยึดของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ ทั้งผู้จัดหา ผู้ว่าจ้าง ผู้ลำเลียง และผู้รับปลายทาง
จากการสอบปากคำผู้ควบคุมเรือให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้รับคำสั่งให้นำเรือไปรับคนชาวกัมพูชาและสิ่งของ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นอะไร ซึ่งจะมีเรือเพลายาววิ่งมาจากฝั่งกัมพูชาเพื่อนำคนและสิ่งของมาส่ง โดยจุดนัดพบอยู่บริเวณกลางทะเลใกล้เกาะกูด จังหวัดตราด ภายในน่านน้ำไทย แล้วเมื่อรับคนและสิ่งของเรียบร้อยให้นำเรือไปจอดที่ท่าเรือธรรมชาติ ริมแม่น้ำเวฬุ อ.เขาสมิง จ.ตราด และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุมได้ในที่สุด
เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองฯ , ร่วมกันครอบครองยุทธภัณฑ์ในความควบคุมประเภทอาวุธและเครื่องอุปกรณ์ของอาวุธที่ใช้ในการสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต , ใช้เรือที่มิได้รับใบอนุญาตใช้เรือ ตาม พ.ร.บ.เดินเรือฯ , ทำการในเรือในตำแหน่งที่กฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือกำหนดให้ต้องมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถโดยมิได้รับประกาศนียบัตร ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ ส่วนผู้ต้องกาชาวกัมพูชาแจ้งข้อหา "เป็นบุคคลต่างด้าว เดินทางเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรไม่ได้รับอนุญาต" อีก 1 ข้อหา
ด้าน พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจน้ำ กรมข่าวทหารเรือ และเจ้าหน้าที่ข่าวทัพเรือภาคที่ 1 ในการรวบรวมข้อมูลและสืบสวน จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด ทั้งนี้ กองทัพเรือมีความเข้มงวดในการตรวจสอบและปกป้องอธิปไตย รวมถึงป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่ติดกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่
พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังนั้น จากการสืบสวนพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่ภาคตะวันออก ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าการจับกุมผู้ต้องหากลุ่มนี้จะช่วยให้การสืบสวนขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นได้ แม้ก่อนหน้านี้พยานหลักฐานจะยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ตาม
พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการลักลอบขนอาวุธสงครามเท่านั้น แต่อาจเชื่อมโยงกับการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายประเภทอื่นด้วย โดยเบื้องต้นพบข้อมูลว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นคนไทย และมีข้อสงสัยว่าอาวุธสงครามที่ลำเลียงผ่านชายฝั่งทะเล อาจใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ทั้งในพื้นที่ทางตอนใต้และทางตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

