xs
xsm
sm
md
lg

นักวิจัยจีนชี้ความเสี่ยง “มหาอุทกภัย” จากแม่น้ำในทิเบตที่กำลังสร้างเขื่อนใหญ่สุดในโลก พบรอยเลื่อนมีพลังใต้โครงการฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


แม่น้ำยาร์ลุง ซังโปตอนล่าง ที่ไหลผ่านอำเภอเมอด็อกบริเวณตีนเขาทางทิศใต้ของเทือกเขาหิมาลัย
ทีมนักวิจัยจีน เปิดเผยผลการศึกษาที่เพิ่งเผยแพร่ในเดือน ต.ค.นี้ ระบุว่าบริเวณแม่น้ำยาร์ลุง ซังโป ในทิเบต อาจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดน้ำไหลบ่าและน้ำท่วมในแต่ละปีเพิ่มขึ้น และยังมีความเป็นไปได้สูงมากขึ้นที่จะเกิดมหาอุทกภัยช่วงปลายศตวรรษนี้

ทีมนักวิจัยประจำสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งจีนและมหาวิทยาลัยยูนนาน ผู้จัดทำการศึกษาฯชุดนี้ ได้ประมวลข้อมูลจาก “ลำดับเวลาความกว้างของวงปีต้นไม้” (Using tree-ring width chronologies) ในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงทิเบต และระบุประวัติศาสตร์ทางอุกวิทยา (ปริมาณน้ำฝน, การไหลของน้ำในลำน้ำ, ระดับน้ำท่วม, และภัยแล้ง) จากปี ค.ศ. 1325 ถึง 2020 โดยรายงานการศึกษาความเสี่ยงอุทกภัยบริเวณแม่น้ำยาร์ลุง ซังโปนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารภาษาจีน China Science Bulletin เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2026

การเผยแพร่การศึกษาความเสี่ยงอุทกภัยจากแม่น้ำยาร์ลุง ซังโป เป็นจังหวะเวลาไล่เลี่ยกับที่เกิดกระแสถกเถียงสาเหตุภัยพิบัติธรรมชาติครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ คือเหตุการณ์ดินถล่ม-น้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลและจีนเมื่อปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เหตุโศกนาฏกรรมใหญ่ครั้งนี้ยังทวีความวิตกและข้อสงสัยต่อการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเมอด็อก (Medog Dam) บนแม่น้ำยาร์ลุง ซังโปตอนล่าง ในทิเบต ซึ่งจีนได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เดินหน้างานก่อสร้างเมื่อเดือนก.ค ปีที่แล้ว (2025)

พิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างโครงการเขื่อนเมอด็อกบนแม่น้ำยาร์ลุง ซังโปตอนล่าง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 โดยนายกรัฐหลี่ เฉียง เป็นประธานในพิธีฯ
โครงการเขื่อนเมอด็อกเป็นอภิมหาโปรเจ็ทซึ่งทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1.2 ล้านล้านหยวน และจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง กว่า 60,000 เมกะวัตต์ มากกว่าเป็นสามเท่าของเขื่อนสามโตรกที่ใหญ่สุดในโลกในปัจจุบัน ตามแผนการฯระบุว่า เขื่อนเมอด็อกจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเฟสแรกในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)

การผุดเขื่อนมหึมาบนแม่น้ำยาร์ลุง ซังโปในอำเภอเมอด็อกทางตะวันออกเฉียงใต้ของทิเบต-บริเวณทิศใต้ซึ่งเป็นบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยที่มีระบบนิเวศและธรณีวิทยาซับซ้อนมากด้วยนี้ ได้กระตุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขรมบนเวทีโลก ด้านจีนปกป้องโครงการเขื่อนเมอด็อกโดยอธิบายว่า เขื่อนเมอด็อก เป็นเขื่อนแบบ run-of-river หรือ "เขื่อนน้ำไหลผ่าน" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าโดยใช้กระแสน้ำไหลผ่านและระดับความสูงของพื้นที่ตั้งเขื่อน โดยเขื่อนเมอด็อกจะประกอบด้วยโรงผลิตไฟฟ้า 5 หลังสร้างเรียงเป็นขั้นบันได (ดูภาพประกอบ) เขื่อนน้ำไหลผ่านแตกต่างจากเขื่อนทั่วไป คือ ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับเขื่อนสามโตรก

เขื่อนเมอด็อก ประกอบด้วยเขื่อน หรือสถานีผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 5 หลัง สร้างเรียงเป็นขั้นบันได ตรงบริเวณโค้งแม่น้ำน้ำยาร์ลุง ซังโปตอนล่าง
ยาร์ลุง ซังโป ยังเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน เมื่อไหลเข้าสู่อินเดียถูกเรียกว่าแม่น้ำพรหมบุตร และแม่น้ำพรหมบุตรตอนล่างที่ไหลผ่านบังคลาเทศถูกเรียกเป็นแม่น้ำยมุนา ดังนั้น การสร้างเขื่อนเมอด็อกจึงสร้างความวิตกและคับข้องใจแก่สองประเทศเพื่อนบ้านเอเชียใต้นี้มากที่สุด แม้จีนได้กล่าวปกป้องว่าเขื่อนเมอด็อกเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน ซึ่งไม่กระทบต่อปริมาณน้ำที่ไหลสู่ประเทศปลายน้ำอย่างสำคัญ ทว่า ผลกระทบซัพพลายน้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบระยาวต่อธรรมชาติของน้ำ อาทิ รูปแบบการไหลของน้ำ ตะกอน ก็ยังเป็นคำถามค้างคาใจของหลายๆฝ่าย

นอกจากนี้ที่ตั้งเขื่อนเมอด็อกยังอยู่ใกล้กับพรมแดนพิพาทกับอินเดีย ดังนั้น ผลกระทบจากการผุดเขื่อนยักษ์นี้ยังพัวพันไปถึงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่อินเดียยังกังวลเรื่องรายละเอียดและความโปร่งใสของข้อมูลในโครงการก่อสร้างเขื่อน ตลอดจนข้อมูลอุทกวิทยา

กลับมาที่สาระของการศึกษาฯ นักวิจัยจีนระบุว่า บริเวณที่ราบสูงทิเบตมีอุณหภูมิสูงขึ้นสองเท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบน้ำและการปกคลุมของน้ำแข็งในอาณาบริเวณ ในบรรดาแม่น้ำสายต่างๆในบนที่ราบทิเบต...แม่น้ำยาร์ลุง ซังโป มีน้ำไหลบ่า หรือกระแสน้ำไหลล้นเกิน หรือหิมะท่วมล้นเข้ามาบนแผ่นดินมากที่สุด นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงใดๆบนแม่น้ำไม่เพียงส่งผลต่อระบบน้ำในบริเวณที่ราบยังกระทบไปถึงรูปแบบการเกิดอุทกภัยและภัยแล้งในเอเชียใต้อีกด้วย

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ สภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ทำให้ระบอบอุทกวิทยาของลุ่มน้ำยาร์ลุง ซังโป เปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นได้เร่งให้หิมะละลายเร็วขึ้น "ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว" เสื่อมทรุด (permafrost degradation) ตลอดจนช่วงเวลาที่หิมะปกคลุมสั้นลง การกระจายตัวของฝนก็จะไร้ความเสถียรมากขึ้นๆ โดยอาจมีเหตุการณ์ฝนตกหนักอย่างสุดขั้วและน้ำไหลบ่าผิดปกติเกิดบ่อยมากขึ้น

ผลการวิจัยยังบ่งชี้ว่าที่ราบทิเบตมีแนวโน้มภูมิอากาศที่มีความชุ่มชื่นมากขึ้น หรือมีฝนตกชุกมากขึ้น ทำให้บริเวณลุ่มน้ำยาร์ลุง ซังโป เกิดความเสี่ยงมากขึ้นต่อทั้งภัยน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ

แผนที่แสดงที่ตั้งของเขื่อนเมอด็อกในอำเภอเมอด็อกฝั่งตะวันออกเฉีบงใต้ของทิเบตซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนพิพาทกับอินเดีย “แม่น้ำยาร์ลุง ซังโป” ที่ตั้งว่าที่เขื่อนใหญ่สุดในโลก เมื่อไหลงเข้าสู่อินเดีย ถูกเรียกว่า “แม่น้ำพรหมบุตร”
อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยกล่าวว่า “ด้วยความเข้าใจในระบบอุทกวิทยาของเรา ยังถูกจำกัดอยู่มากๆด้วยปัญหาการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทีมวิจัยจึงหันไปใช้ "วงปีของต้นไม้" เป็นตัวแทนสภาพอากาศเพื่อระบุประวัติศาสตร์ทางอุทกวิทยา โดยวงปีต้นไม้ที่กว้างขึ้นแสดงถึงปริมาณน้ำที่มากขึ้นในฤดูกาลเพาะปลูก ขณะที่วงปีที่แคบแสดงถึงปริมาณน้ำที่น้อยกว่า โดยรูปแบบนี้สามารถนำมาใช้ในการระบุประวัติศาสตร์สภาพอากาศนับหลายร้อยปี”

นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างต้นสนระหว่างปี 2551-2563 จากที่ราบสูง 11 แห่ง มาศึกษาร่วมกับข้อมูลจากสถานีอุทกวิทยาหนูสย่า (Nuxia Hydrological station) เพื่อระบุประวัติศาสตร์ของปริมาณน้ำไหลบ่าประจำปี จาก 1868-2563 ( ค.ศ.1325 to 2020) ทั้งนี้ สถานีอุทกวิทยาหนูสย่า ตั้งอยู่ในเมืองหมี่หลินใกล้กับเมอด็อก จึงเป็นจุดเชื่อมต่อในการเฝ้าติดตามแห่งหลักของบริเวณลุ่มน้ำยาร์ลุง ซังโปตอนล่าง

ทีมวิจัยได้นำสิ่งที่ค้นพบมารวมเข้ากับข้อมูลสภาพอากาศเพื่อสร้างโมเดลน้ำไหลบ่าในแต่ละเดือนที่สถานีฯจากปี 2573-2643 (2030 to 2100) ผลการศึกษาบ่งชี้ถึงแนวโน้มของน้ำไหลบ่าในแม่น้ำยาร์ลุง ซังโป และความเป็นไปได้ของการเกิดน้ำไหลบ่าปริมาณมากและรวดเร็ว อย่างเช่น น้ำท่วมระหว่างศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 และ ร้อยละ 29 ตามลำดับ

การศึกษาชุดใหม่ล่าสุดนี้ ไม่เพียงเป็นข้อบ่งชี้ว่าการวางแผนและดำเนินขั้นตอนต่างๆของการก่อสร้างเขื่อนมหึมาจะต้องทำอย่างระมัดระวังมาก

ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักธรณีวิทยาจีนยังพบรอยเลื่อนมีพลัง (active fault) อยู่ใต้บริเวณโครงการก่อสร้างเขื่อนโดยตรง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพของโครงการ ทีมวิศวกรจึงเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการบรรเทาความเสี่ยงที่จะเกิดการพังทลายในอาณาบริเวณและดินถล่ม.


ภูมิรัฐศาสตร์ของที่ตั้งเขื่อนเมอด็อก อยู่ใกล้กับพรมแดนพิพาทกับอินเดีย