วันนี้อยากชวนให้จับตาปรากฏการณ์ทางการเมืองเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจเริ่มต้นจากกำนันคนเดียวที่จังหวัดกระบี่ แต่ถ้าสามารถรวบรวมผู้คนได้จริง เรื่องนี้อาจไม่จบอยู่แค่ในโลกออนไลน์
คนที่ว่านี้คือ “กำนันมะโน เครือแก้ว” กำนันตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ ที่ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก เชิญชวนคนที่กำลังรู้สึกว่าไม่ไหวกับสถานการณ์บ้านเมือง ให้เตรียมรถยนต์หนึ่งคัน คนขับหนึ่งคน พร้อมน้ำมัน แล้วเดินทางไปเยี่ยมคณะรัฐมนตรีถึงทำเนียบรัฐบาล
เป้าหมายที่ประกาศไว้คือรถ 1,000 คัน!
คนที่เห็นในตอนแรก อาจมองว่าเป็นคำประกาศธรรมดาบนเฟซบุ๊ก ของคนที่อึดอัดกับรัฐบาลนี้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ หลังจากโพสต์ข้อความออกไปแล้ว จะมีคนเอาจริงเอาจังกับคำเชิญชวนนี้มากน้อยแค่ไหน และเสียงตอบรับที่เห็นในโลกออนไลน์ จะเปลี่ยนเป็นมวลชนที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้จริงหรือไม่
เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม
“กำนันมะโนเป็นใคร” ทำไมถึงกล้าออกมาท้าทายรัฐบาล!
ต้องบอกก่อนว่า “กำนันมะโน” ไม่ใช่คนที่เพิ่งออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเคยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC มาแล้ว
ข้อกังวลของเขาและเครือข่ายประชาชน คือ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่อาจกระทบทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชาวบ้าน และสิทธิประโยชน์ที่อาจเปิดให้กับนักลงทุน
ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ขนาดใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ได้รับข้อมูลครบถ้วนแค่ไหน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หากเกิดผลกระทบขึ้นในอนาคต!
การเคลื่อนไหวครั้งนั้นทำให้ “กำนันมะโน” ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยฝ่ายปกครอง หลังเข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านโครงการดังกล่าว
ตัวเขายืนยันว่า ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยในเวลานั้นยังไม่มีข้อสรุปว่ากระทำผิดทางวินัย หรือไม่
นี่จึงเป็นประวัติที่ทำให้เห็นว่า “กำนันมะโน” มีบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนมาก่อน ไม่ใช่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น เพราะกระแสต่อต้านรัฐบาลในวันนี้
แต่ครั้งนี้ ประเด็นที่เขาหยิบขึ้นมา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โครงการใดโครงการหนึ่ง
ข้อความที่เขาใช้ว่า...ใครรับไม่ได้ ทนไม่ได้ จนไม่ไหวแล้ว ให้เสียสละรถหนึ่งคันพร้อมน้ำมันเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล สะท้อนการพยายามรวบรวมคนที่มีความไม่พอใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองให้มารวมตัวกัน
คงไม่ต้องถามว่า คนเหล่านี้ไม่ไหวกับอะไร?
ถ้าฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ประชาชนตั้งคำถาม ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ เรื่องความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ เรื่องการตรวจสอบการทุจริต ขยะพิษ ตลอดจนข้อครหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
แต่ละเรื่องมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดแตกต่างกัน รัฐบาลย่อมมีสิทธิชี้แจง และข้อกล่าวหาใดที่ยังไม่มีข้อยุติก็ต้องตรวจสอบกันตามกระบวนการ
แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรมองข้ามก็คือ เมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาหลายเรื่องสะสมเข้าด้วยกัน ความไม่พอใจอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว
มันอาจกลายเป็นความรู้สึกร่วมว่า ทำไมเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนถึงแก้ไขได้ช้านัก แต่เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์ของพวกพ้องคนในแวดวงการเมืองกลับรวดเร็วนัก จนทำให้มีคำถามตามมาไม่รู้จบ!
ยิ่งรัฐบาลไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ความรู้สึกว่า “พวกเดียวกันได้เปรียบ คนธรรมดาต้องรอ” ก็อาจกลายเป็นเชื้อไฟทางการเมืองได้
ทีนี้ แรงสั่นสะเทือนของการระดมรถ 1,000 คันครั้งนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน?
คิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกออกเป็น 3 ระดับ
ระดับแรก คือการสร้างกระแสในโลกออนไลน์ การประกาศระดมรถ 1,000 คัน ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ และเปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่พอใจรัฐบาลได้แสดงออก นี่คือสิ่งที่เริ่มเห็นแล้วจากกระแสตอบรับต่อโพสต์ของกำนันมะโน
ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนกระแสให้เป็นมวลชนจริง มีรายงานว่า “กำนันมะโน” ประกาศเป้าหมายระดมรถ 1,000 คัน ขณะที่ข้อมูลว่ามีผู้มาลงชื่อประมาณ 200 คันแล้ว ตามที่มีการกล่าวถึงในการไลฟ์สด ต้องติดตามยืนยันยอดล่าสุดอีกครั้ง รวมถึงวันเดินทางและรายละเอียดการนัดหมายที่ชัดเจน
เพราะการมีคนกดถูกใจ หรือแสดงความสนับสนุน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเดินทางมาร่วมขบวนจริง
แต่ถ้ารวบรวมคนได้เป็นรูปธรรม และระหว่างทาง มีเครือข่ายประชาชนจากจังหวัดอื่นเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก หรือภาคอีสาน การเคลื่อนไหวก็อาจขยายตัวเกินกว่าที่เริ่มต้นไว้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าประชาชนจากภูมิภาคอื่น จะเข้าร่วมเป็นขบวนตามที่คาดการณ์กันหรือไม่
ระดับที่สาม คือ แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะขณะนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน มีกรอบเวลาที่วิปสามฝ่ายเห็นชอบเบื้องต้นแล้ว คือ อภิปรายระหว่างวันที่ 7–10 ธันวาคม และลงมติวันที่ 11 ธันวาคม 2569
ดังนั้น หากการเคลื่อนไหวของ “กำนันมะโน” เกิดขึ้นจริงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนการอภิปรายในสภา
รัฐบาลจะต้องรับมือกับคำถามจากฝ่ายค้านในสภาอยู่แล้ว แต่หากมีประชาชนออกมาแสดงความไม่พอใจนอกสภาอีกทางหนึ่ง ก็ย่อมเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องอธิบาย และแสดงผลงานให้ชัดเจนขึ้น
ถึงอย่างนั้น การชุมนุมไม่ได้เป็นตัวชี้วัดโดยอัตโนมัติว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐบาล และก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่า ขบวนนี้จะขยายใหญ่จนสั่นคลอนรัฐบาลได้จริงหรือไม่
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าร่วม ความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว ข้อเรียกร้องที่ชัดเจน และการตอบสนองของรัฐบาล
สุดท้าย คิดว่าเรื่องนี้มีคำถามสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง
รัฐบาลจะมองคนที่กำลังเตรียมรถเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ว่าเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังสร้างกระแส หรือจะมองว่า นี่เป็นสัญญาณเตือนให้กลับไปทบทวนว่าการบริหารประเทศกำลังทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอย่างไร ?
เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง แล้วรอจนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น แต่พวกเขายังมีสิทธิติดตาม ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และแสดงออกอย่างสงบภายใต้กฎหมาย
ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัดทุกเสียงวิจารณ์ ว่าเป็นเรื่องการเมือง
หาก “กำนันมะโน” รวบรวมรถได้จริง 1,000 คัน หรือแม้แต่ได้จำนวนที่น้อยกว่านั้น แต่สามารถทำให้ข้อเรียกร้องของประชาชนได้รับการรับฟัง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็มีความหมายในทางการเมืองแล้ว
จากนี้จึงต้องจับตาว่า “กำนันมะโน” จะทำได้ตามที่ประกาศไว้หรือไม่ และรัฐบาลจะรับมือกับเสียงเรียกร้องนี้อย่างไร
เพราะบางครั้ง สัญญาณเตือนทางการเมือง ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงอภิปรายในรัฐสภาเสมอไป แต่อาจเริ่มจากคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ประกาศว่า เขาไม่อยากทนอยู่เฉยๆ อีกต่อไปแล้ว
สุดท้ายนี้ ต้องวัดใจรัฐบาลว่า ถ้าคนเหล่านี้กำลังส่งเสียงว่าพวกเขาไม่ไหวแล้ว รัฐบาลจะรับฟังเสียงนั้นจริงๆ หรือจะรอให้คนออกมาเต็มถนนเสียก่อน ถึงค่อยหันกลับมามองประชาชน?!

