ตอนนี้ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน กำลังมีประเด็นดรามาเรื่องแชร์ข่าวปลอม
แต่ที่อยากให้จับตาในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ใครแชร์ข่าวปลอม แต่คือเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว เราจะใช้มาตรฐานเดียวกัน กับนักการเมืองทุกคนได้หรือไม่
เรื่องเริ่มจากเพจ Godd Dam โพสต์ภาพสลิป อ้างว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” โดยเรียกว่าเป็น ค่าน้ำชา
เรื่องนี้กลายเป็นกระแสทันที เพราะคนที่ถูกชี้เป้าเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่วันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยออกมาชี้แจงว่า ตรวจสอบแล้วไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพในระบบ และช่องทาง K PLUS มีข้อจำกัดวงเงินโอนตามที่ธนาคารระบุ จึงมีเหตุชัดเจนให้สรุปว่า สลิปที่นำมาอ้างนั้น ไม่ใช่หลักฐานการโอนเงินจริงตามที่กล่าวหา
คือ เป็นเรื่องของคนปล่อยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง…เป็นเฟกนิวส์
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น
เพราะ “ไอซ์ รักชนก” ได้แชร์โพสต์จากเพจดังกล่าว จนวันที่ 27 ตุลาคม “ศุภชัย ใจสมุทร” ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ไปยื่น ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบว่า การกระทำของ “รักชนก” เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่
ไม่ใช่แค่ศุภชัยเท่านั้น เพราะนักร้อง อย่าง “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” และ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ก็มีการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน
ทีนี้ก็ต้องบอกว่า การแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้แทนประชาชน มีผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถทำให้ข้อมูลแพร่กระจายไปในวงกว้างได้
จุดที่ต้องถาม คือ ก่อนจะแชร์ ได้ตรวจสอบหรือยัง ?
แม้จะไม่ได้เป็นคนทำข่าวขึ้นมาเอง แต่เมื่อกดแชร์แล้ว ข้อมูลก็ไปถึงคนอีกจำนวนมาก ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การแชร์ข่าวที่ไม่จริง ไม่ได้หมายความว่าจะผิดกฎหมาย หรือผิดจริยธรรมร้ายแรงโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เจตนา และองค์ประกอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมาอีกขั้น
เพราะวันที่ 28 ตุลาคม “ไอซ์ รักชนก” ออกมาโต้กลับ โดยยืนยันว่าเธอแชร์โพสต์ดังกล่าว แต่ไม่ได้รับรองว่า ข้อกล่าวหาเป็นความจริง และต้องการให้รัฐบาลออกมาชี้แจง
เธอยังย้อนถาม “ศุภชัย” ด้วยว่า หากจะใช้เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เป็นมาตรฐานตรวจสอบจริยธรรม ก็ควรย้อนกลับไปตรวจสอบกรณีที่เธอกล่าวหาว่า “ศุภชัย” เคยแถลงข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ในประเด็นเอกสารคดีฮั้วสว. ด้วย
สิ่งที่ “รักชนก” โยนกลับไปก็คือ ถ้าจะตรวจสอบคนอื่น ก็ต้องพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบตัวเองด้วย
และเธอยังยกกรณีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่เคยแชร์โพสต์แล้วลบออก โดยอ้างว่า เผลอกดแชร์ รวมถึง กรณีการสื่อสารเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ “อนุทิน” เคยออกมาขอโทษ ว่า ใช้ถ้อยคำคลาดเคลื่อน มาเป็นเหตุผลเรียกร้องให้ตรวจสอบมาตรฐานเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ มีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมาสรุปเหมารวมว่า ทุกกรณีเป็นข่าวปลอม หรือมีความผิดแบบเดียวกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่สังคมตรวจสอบได้ว่า ผู้มีอำนาจ และผู้แทนประชาชน รับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่อย่างไร
ทีนี้ลองถอยออกมามองภาพใหญ่กัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเมืองกำลังมีประเด็นร้อนหลายเรื่อง ทั้งการตรวจสอบรัฐบาล เรื่องเว็บพนัน และกระแสความขัดแย้งทางการเมือง
พอมีเรื่องสลิป 7 ล้านบาท ขึ้นมา ข่าวนี้ก็กลายเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเข้ามาพูดถึงอย่างรวดเร็ว ฝ่ายรัฐบาลมีเหตุผลที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาที่กระทบนายกรัฐมนตรี ขณะที่ฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาล ก็ต้องรับมือกับข้อกล่าวหาเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
ประเด็นที่น่าคิดต่อก็คือ ข่าวนี้เข้ามาเบียดพื้นที่ข่าวอื่นไปมากแค่ไหน และสังคมกำลังให้ความสนใจกับเรื่องใดมากกว่ากัน
อีกด้านหนึ่ง “รักชนก” เองก็อยู่ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมือง และข้อถกเถียงภายในฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงยิ่งกลายเป็นจุดปะทะ ที่มีคนเข้ามาร่วมวิจารณ์หลายฝ่าย
สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ควรจบลงแค่การถามว่า “ไอซ์ รักชนก” จะถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่ แต่ควรนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น
หนึ่ง คนเป็น สส. แชร์ข้อมูลที่ไม่จริง ต้องรับผิดชอบอย่างไร ?
สอง คนที่เป็นต้นทางเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่จริง ต้องรับผิดชอบอย่างไร?
สาม ถ้านักการเมืองคนหนึ่งร้องให้ตรวจสอบอีกคน ด้วยเหตุผลเรื่องจริยธรรม สังคมสามารถใช้หลักเดียวกันย้อนตรวจสอบผู้ร้องได้หรือไม่?
และ สี่ หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบจะวางบรรทัดฐานอย่างไร เพื่อไม่ให้เรื่องจริยธรรม กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม แต่กลับไม่ใช้กับกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
เพราะมาตรฐานที่แท้จริง ไม่ใช่การเอาผิดเฉพาะคนที่เราไม่ชอบ แต่ต้องใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกคน
ไม่ใช่พอเป็นฝ่ายตรงข้าม ก็เรียกร้องให้ตรวจสอบเต็มที่ แต่พอเป็นพวกเดียวกันกลับบอกว่าเผลอแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ หรือเป็นเพียงความผิดพลาดในการสื่อสาร
สุดท้ายนี้ สลิป 7 ล้านบาท ที่ถูกนำมาอ้างไม่มีหลักฐานรองรับ ตามคำชี้แจงของธนาคาร แต่เรื่องที่ยังต้องหาคำตอบต่อ คือ ใครจะรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และเราจะทำให้ความรับผิดชอบนั้นเป็นมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร
เพราะถ้าการตรวจสอบจริยธรรมจะมีความหมายจริงๆ มันก็ต้องตรวจสอบได้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายที่กำลังตกเป็นเป้าทางการเมืองในวันนี้

