เรื่อง สว.วันนี้ อยากชวนดูคดีหนึ่งที่ฟังเผินๆ เหมือนเรื่องเล็ก แต่ผลทางกฎหมายอาจไม่เล็กอย่างที่คิด
เพราะนี่เป็นเรื่องของผู้สมัครสว. 2 คนจากจังหวัดอำนาจเจริญ คนหนึ่งประกอบอาชีพขายหมูสด อีกคนขายก๋วยเตี๋ยว แต่ประเด็นที่กำลังขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ก็คือ ทั้ง 2 คน สมัครสว. อยู่ในกลุ่มอาชีพถูกต้องหรือไม่
วันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีหมายเลขดำ ลต สว 10/2569 ซึ่ง “อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล” สว.สำรอง เป็นผู้ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยกกต. เกี่ยวกับผู้สมัคร 2 รายนี้
และศาลนัดไต่สวน กกต. อีกครั้ง ในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยตามรายงานข่าว ศาลวางกรอบว่าจะดำเนินคดีให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้
ทีนี้มาดูกันว่า เรื่องนี้มีอะไรอยู่ข้างใน
อันดับแรก... ขายหมู กับขายก๋วยเตี๋ยว ทำไมถึงกลายเป็นคดี สว.
ตามข้อมูลในคำร้อง “นางแดง กองมา” ประกอบอาชีพค้าขายหมูสด ส่วน “นายสมพาน พละศักดิ์” ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว
ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่า อาชีพทั้งสองลักษณะควรอยู่ในกลุ่มที่19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระ หรือค้าขาย แต่ทั้งคู่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว. ในกลุ่มที่ 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น
ตรงนี้แหละที่กลายเป็นปัญหาทางคดี
เพราะระบบเลือกสว. ชุดนี้ ไม่ได้เปิดให้ทุกคนสมัครรวมกัน แล้วแข่งขันกันทั้งหมด แต่แบ่งผู้สมัครออกเป็นกลุ่มอาชีพและกลุ่มลักษณะต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
ปัญหาที่เกิดจึงอยู่ที่ว่า การจัดกลุ่มผู้สมัครต้องพิจารณาจากอะไร อาชีพที่ทำอยู่จริง ประสบการณ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือคุณสมบัติอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
แน่นอนว่า การประกอบอาชีพขายหมู หรือขายก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้แปลว่าขาดคุณสมบัติเป็น สว.โดยอัตโนมัติ และการมีชื่ออยู่ในกลุ่มที่ถูกโต้แย้ง ก็ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าผิด
สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาคือ ข้อเท็จจริง และหลักเกณฑ์ที่ใช้รับสมัครและรับรองผู้สมัครทั้ง 2 คนนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
อันดับต่อมา เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งมีคนสงสัยเมื่อวาน
“นายอัครวัฒน์” ระบุว่า เขาทักท้วงเรื่องคุณสมบัติและการสมัครผิดกลุ่มมาตั้งแต่ เดือนธันวาคม 2567 แต่กว่าจะมีคำวินิจฉัย ที่เขานำมาโต้แย้งในศาล ก็ผ่านไปกว่า 2 ปี
แล้วทำไมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้สมัครสว. จึงใช้เวลาพิจารณายาวนานขนาดนั้น
เพราะถ้าระบบรับสมัครมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ประชาชนก็ย่อมคาดหวังว่า การตรวจสอบคุณสมบัติจะต้องมีมาตรฐานเดียวกัน และหากมีข้อโต้แย้ง ก็ต้องมีกระบวนการพิจารณาที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
อีกจุดที่ต้องจับตา คือ ผลของเรื่องนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้สมัครสองคน
“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ซึ่งเดินทางไปติดตามคดี ให้ข้อมูลว่า ศาลตีกรอบการพิจารณาไว้ที่ประเด็นการรับสมัครผิดกลุ่ม และการขาดคุณสมบัติของสว. โดยไม่ได้ก้าวล่วงไปวินิจฉัยคดีฮั้วสว.
หากศาลพบว่ากระบวนการรับสมัครไม่ถูกต้อง ความรับผิดชอบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวผู้สมัครเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาบทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัคร ตลอดจน กกต.กลาง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยที่ถูกร้องด้วย
นี่จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม
เพราะการตรวจสอบไม่ได้มีแค่คำถามว่า ผู้สมัครกรอกใบสมัครถูกกลุ่ม หรือไม่ แต่ยังมีคำถามว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานอย่างไร และเมื่อมีการร้องเรียนแล้ว ผู้มีอำนาจวินิจฉัยใช้เหตุผลอะไรในการตัดสิน
ส่วนหัวใจของเรื่องนี้ คือ ถ้าศาลชี้ว่าผิด จะกระทบไปถึงไหน?
หากศาลวินิจฉัยว่าผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผลทางกฎหมาย ก็ต้องพิจารณาตามข้อวินิจฉัยและบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีนั้น ซึ่งอาจกระทบต่อสถานะของผู้สมัคร หรือสมาชิกภาพ สว.รายบุคคลได้
โดยเฉพาะหากคดีแรกมีคำวินิจฉัยว่าผู้สมัครกระทำผิด ก็อาจมีคดีลักษณะเดียวกันตามมาอีก เพราะมีคดีอื่นที่ศาลรับไว้แล้วอย่างน้อย 3–4 คดี
นั่นหมายความว่า หากมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในลักษณะเดียวกันจริง คดีนี้ก็อาจกลายเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีอื่นต่อไป
แต่จะเป็นโดมิโน จริงหรือไม่ ต้องรอดูว่าข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเหมือนกันแค่ไหน และศาลวินิจฉัยไว้อย่างไร
ดังนนั้น ต้องจับตาว่า วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ กกต.จะมีคำชี้แจงอย่างไร เกี่ยวกับหลักฐานเรื่องอาชีพ และคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งสองคน ตลอดจนเหตุผลที่ใช้ประกอบคำวินิจฉัยเดิม
ถ้าศาลเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องก็ต้องเดินไปตามผลการพิจารณานั้น
แต่หากพบว่าการรับสมัครหรือการวินิจฉัยมีข้อบกพร่องจริง คำถามต่อไป ก็คือ ข้อบกพร่องนั้นมีผลอย่างไร ใครมีหน้าที่รับผิดชอบ และจะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไปแค่ไหน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่าใครขายหมู ใครขายก๋วยเตี๋ยว
แต่มันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกคนเข้าสู่วุฒิสภา และความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่ควรตรวจสอบได้
ถ้ากติกากำหนดให้สมัครตามกลุ่ม ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใด จึงรับรองผู้สมัครในกลุ่มนั้น และถ้ามีคนทักท้วง หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องชี้แจงด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมคาใจไปเรื่อย ๆ
วันที่ 6 พฤศจิกายน จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องจับตา
เพราะสิ่งที่ศาลกำลังพิจารณา อาจไม่ได้ตอบเพียงคำถามเกี่ยวกับผู้สมัครสองคน แต่ยังอาจช่วยทำให้เห็นชัดขึ้นว่า กระบวนการรับสมัคร สว. ในประเด็นนี้ มีปัญหาตรงไหน หรือไม่
และหากมีปัญหาจริง ความรับผิดชอบ จะสิ้นสุดลงแค่ตรงไหน
เรื่องนี้ต้องรอคำตอบจากศาล

