xs
xsm
sm
md
lg

เปิด 9 จังหวัดรอบกรุง โรงงานขยะทะลุ 2,100 แห่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เวลาพูดถึงปัญหาโรงงานขยะ โรงงานรีไซเคิล หรือขยะพิษ หลายคนอาจนึกถึงปราจีนบุรีบ้าง ระยองบ้าง เพราะช่วงที่ผ่านมา มีข่าวปัญหาโรงงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมออกมาให้เห็นกันอย่างน่าตกใจ

จึงอยากชวนให้มามองในภาพรวม ซึ่งเป็นภาพใหญ่กว่าที่คิด

ถ้าวันนี้เราเห็นปัญหาที่ปราจีนบุรี แล้วคิดว่าปัญหาโรงงานขยะมีอยู่แค่ไม่กี่จังหวัด เราอาจกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัว!
เพราะข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อัปเดต ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ระบุว่า ใน 9 จังหวัด ที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 มากที่สุด มีโรงงานรวมกันถึง 2,121 แห่ง!

โรงงานประเภท 105 คือ โรงงานที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ส่วนประเภท 106 คือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ หรือ รีไซเคิล

มาลองไล่ดูกันว่ามีจังหวัดไหนบ้าง

อันดับ 9 สระบุรี มี 125 โรงงาน

อันดับ 8 พระนครศรีอยุธยา มี 144 โรงงาน

อันดับ 7 ปราจีนบุรี มี 155 โรงงาน จังหวัดที่กำลังถูกจับตาจากปัญหาขยะและโรงงานอุตสาหกรรม

อันดับ 6 ปทุมธานี มี 205 โรงงาน จังหวัดที่อยู่ติดกรุงเทพฯ

อันดับ 5 ระยอง มี 229 โรงงาน

อันดับ 4 ฉะเชิงเทรา มี 259 โรงงาน

อันดับ 3 สมุทรสาคร มี 267 โรงงาน

อันดับ 2 สมุทรปราการ มี 327 โรงงาน

และอันดับ 1 ชลบุรี มีมากถึง 410 โรงงาน!

นี่คือตัวเลขของโรงงานประเภท 105 และ 106 ใน 9 จังหวัด ที่มีจำนวนมากที่สุดตามข้อมูลชุดนี้ รวมแล้ว 2,121 แห่ง

ลองสังเกตดูเถอะ หลายจังหวัดไม่ได้อยู่ไกลจากกรุงเทพฯเลย บางจังหวัดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บางจังหวัดอยู่ติดเมืองหลวง และบางจังหวัดก็เป็นพื้นที่ที่มีชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ร่วมกับกิจการอุตสาหกรรม

คำถามจึงไม่ใช่ว่า โรงงานเหล่านี้ผิดกฎหมายทั้งหมดหรือเปล่า เพราะเราไม่มีหลักฐานที่จะสรุปแบบนั้น และโรงงานที่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อมลพิษทุกแห่ง

แต่ที่ประชาชนอยากรู้ในตอนนี้คือ โรงงานทั้ง 2,121 แห่งนี้ ได้รับการตรวจสอบเข้มข้นแค่ไหน ?

โรงงานไหนจัดการของเสียถูกต้อง โรงงานไหนมีความเสี่ยง โรงงานไหนเคยถูกร้องเรียน และหน่วยงานรัฐติดตามแก้ไขกันอย่างไร ?

เพราะเรื่องขยะอุตสาหกรรม ไม่ได้จบแค่หน้าประตูโรงงาน

ถ้าระบบจัดเก็บ ขนส่ง คัดแยก บำบัด หรือกำจัดของเสียมีช่องโหว่ ผลกระทบก็อาจลามไปถึง ดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของคนในชุมชนได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเสีย วิธีจัดการ และสภาพพื้นที่

ยิ่งถ้าเกิดน้ำท่วม น้ำหลาก หรือมีเหตุรั่วไหลในพื้นที่ ที่เก็บของเสียอันตราย ความเสี่ยงก็ยิ่งต้องได้รับการประเมินอย่างจริงจัง
นี่คือสิ่งที่อยากชวนให้ฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องคิดให้ครบทุกมิติ

เวลามีข่าวใหญ่ เรามักเห็น รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เห็นการตรวจโรงงาน เห็นการสั่งแก้ไข แล้วสังคมก็หันไปสนใจเรื่องอื่น
แต่ก่อนจะเกิดข่าวใหญ่ มีใครติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ?

ทางหน่วยงานราชการ ทางจังหวัด มีข้อมูลสาธารณะให้ประชาชนตรวจสอบได้ไหมว่า โรงงานอยู่ตรงไหน รับของเสียชนิดใด มีระบบป้องกันการรั่วไหลอย่างไร และถ้าเกิดเหตุขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ?

เพราะเราไม่ควรรอให้มีน้ำท่วม ขยะรั่วไหล หรือชาวบ้านออกมาร้องเรียนเสียก่อน ถึงจะเริ่มถามหาความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐ

ขยะอุตสาหกรรม ไม่ใช่ปัญหาของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และการป้องกันก็ไม่ควรรอให้เกิดข่าวดังเสียก่อน

วันนี้เราเห็นตัวเลข 2,121 โรงงานใน 9 จังหวัดแล้ว สิ่งที่ควรตามต่อ คือ การตรวจสอบว่า โรงงานเหล่านี้ ปลอดภัยจริงแค่ไหน และรัฐมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่

เพราะถ้ารอให้ปัญหาปรากฏชัดจนทุกคนเห็นพร้อมกัน บางครั้งความเสียหายอาจเกิดขึ้นไปแล้ว เหมือนที่จังหวัดปราจีนบุรี ในขณะนี้