xs
xsm
sm
md
lg

เงินพิเศษ ส.ส.สีเทา วัฒนธรรมการเมืองชั่ว วงจรทำลายประชาธิปไตย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เปิดโปงเงินพิเศษ สส.สีเทา เดือนละ 4 แสนบาท จากภาษีประชาชนที่ไม่เคยพอ สู่คำถามถึงวัฒนธรรมการเมืองชั่วและวงจรทำลายประชาธิปไตยที่สังคมต้องการคำตอบอย่างถึงที่สุด

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) น่าจะเป็นหนึ่้งในอาชีพที่ได้รับเงินแต่ละเดือนจำนวนมากแล้ว โดยได้ทั้งเงินเดือนและเงินเพิ่มตามกฎหมายรวม 113,560 บาท แต่ดูเหมือนว่าเงินหลักแสนต่อเดือนที่มาจากภาษีประชาชนกลับไม่พอยาไส้คนเป็น สส.หรือไม่ ถึงได้เกิดข่าวที่ว่าการจ่ายเงินพิเศษให้ สส. คนละ 400,000 บาทต่อเดือน จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตา

เรื่องนี้เริ่มจากนายศิริโชค โสภา กับนายเทพไท เสนพงศ์ 2 อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินพิเศษให้ สส. ของพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ ต่อมาตำรวจไซเบอร์เข้าตรวจสอบข้อมูลและเส้นทางการเงินเพื่อหาข้อเท็จจริง

แม้ว่าเรื่องนี้จะยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากมองให้ลึกลงไป ปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงแต่ที่ผ่านมา ผลประโยชน์ที่ถูกตั้งคำถามไม่ได้อยู่ในรูปของเงินเท่านั้น แต่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณ โครงการ หรือผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การผลักดันงบประมาณลงไปในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง การที่ สส. เสนอให้หน่วยงานรัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ถือเป็นหน้าที่ตามปกติ แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ โครงการเหล่านั้นจำเป็นจริงหรือไม่ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า และมีการเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองหรือพวกพ้องหรือไม่

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตำแหน่งในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณมีความสำคัญทางการเมือง เพราะเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเงินจำนวนมหาศาลของประเทศ จากปัญหาการแทรกแซงงบประมาณเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในอดีต จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การกำหนดข้อห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 144 เพื่อป้องกันไม่ให้ สส. ส.ว. หรือกรรมาธิการเข้าไปมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกำหนดผลทางกฎหมายหากพบว่ามีการฝ่าฝืน

เมื่อมองในภาพรวม จึงเห็นได้ว่าผลประโยชน์ทางการเมืองอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การรับเงินพิเศษ การใช้อำนาจต่อรอง ไปจนถึงการผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน

สำหรับข้อกล่าวอ้างเรื่องเงินพิเศษในครั้งนี้ สิ่งที่สังคมต้องการทราบจึงไม่ใช่เพียงว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่ แต่ต้องรู้ด้วยว่าเงินมาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้จ่าย ใครเป็นผู้รับ และมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่หากข้อกล่าวอ้างไม่เป็นความจริง ก็ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนมาชี้แจงเช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ แม้จะมีกฎหมายกำหนดข้อห้ามไว้ แต่การเอาผิดนักการเมืองในทางปฏิบัติยังต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจน และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอย่างไร อีกทั้งยังต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำวนมาก พอเรื่องแดงเกิดขึ้นก็เหมือนเป็นไฟไหม้ฟาง เมื่อกระแสจางลงทุกอย่างก็เงียบหายเหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถึงแม้การเป็น สส. จะมีทั้งภาระงานและค่าใช้จ่ายในการทำหน้าที่ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะรับเงินนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีที่มาที่ไป ตำแหน่งผู้แทนประชาชนมาพร้อมความรับผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

หากข้อกล่าวอ้างเรื่องเงินพิเศษมีมูล ก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการการไม่ให้วัฒนธรรมอันชั่วร้ายนี้ของนักการเมืองบ่อนทำลายประชาธิปไตยอย่างไม่มีวันสิ้นสุด