แผนขยายศูนย์ข้อมูล(ดาต้าเซ็นเตอร์)ของมาเลเซีย คาดหมายว่าจะเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐยะโฮร์ ดินแดนที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เหล่านั้น อาจคิดเป็นสัดส่วนถึง 18 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมดในคาบสมุทรมาลายูภายในปี 2031 จากคำเตือนของบริษัทด้านความเสี่ยงและอุตสาหกรรม "บีเอ็มไอ คันทรี ริสก์ แอนด์ อินดัสตรี รีเสิร์ช"
บีเอ็มไอระบุในบันทึกฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ว่า คาดการณ์ว่าศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐยะโฮร์ จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 30 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ภายในปี 2031 เท่ากับเพิ่มขึ้น 6% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในคาบสมุทรมลายูในปี 2026
อุปสงค์เพิ่มเติมดังกล่าว มีสัดส่วนสูงเกินกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสุทธิรวมทั้งคาบสมุทร ในช่วงเวลาเดียวกัน
แนวโน้มอุปทานที่ตึงตัวสะท้อนให้เห็นถึงการที่คาบสมุทรดังกล่าวมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรพลังงานน้ำของรัฐซาราวักได้อย่างจำกัด ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายไฟฟ้ายังตามไม่ทันการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล
ทางบีเอ็มไอ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของมาเลเซีย จะเพิ่มขึ้นสุทธิ 3 กิกะวัตต์ ระหว่างปี 2029 ถึง 2031 จากระดับ 33.3 กิกะวัตต์ในปี 2028 และ 36.3 กิกะวัตต์ ในปี 2031 ส่วนการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง คาดหมายว่าจะเพิ่มเติม 13.6 เทราวัตต์ชั่วโมง เป็น 106.7 เทราวัตต์ชั่วโมง
อย่างไรก็ตามบีเอ็นไอ เตือนว่าการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าอาจกลายเป็นคอขวดที่สำคัญยิ่งกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าเสียอีก เนื่องจากสถานีไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งไฟฟ้าในพื้นที่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในศูนย์กลางหลักๆของศูนย์ข้อมูลเหล่านั้น
แม้บริษัทสาธารณูปโภคอย่าง Tenaga Nasional Bhd มีแผนทุ่มเงิน 43,000 ล้านริงกิตในการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า แต่โครงการใหญ่ๆนั้นปกติแล้วจะต้องใช้เวลาราว 5 ปี ถึง 10 ปี กว่าจะแล้วเสร็จ
กระนั้นมาเลเซีย ได้เข้มงวดในข้อกำหนดเกี่ยวกับการอนุมัติศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานและน้ำของตนเองได้ก่อน แล้วถึงจะไฟเขียวให้เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าหลักของประเทศ
(ที่มา:แคมโบเดียเนสส์)

