สภาระอุ! โสภณอ้างลดงานซ้ำซ้อน จ่อคุมอำนาจกรรมาธิการ ด้านไอซ์ รักชนก สวนกลับเดือด ถ้าจะจำกัดการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ก็แก้ระเบียบยุบรวมให้เหลือ 20 คณะไปเลย
กลายเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องขึ้นมาทันทีภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประธานคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร มาประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับการวางแนวทางการประชุมเพื่อลดการเรียกหน่วยงานราชการมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการซ้ำซ้อนกัน โดยในเรื่องนี้ นายโสภณ เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการทำงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น หลังได้รับข้อร้องเรียนจากทั้งหน่วยงานราชการและกรรมาธิการด้วยกันเองว่า มีการเชิญหน่วยงานเข้าชี้แจงหรือดำเนินภารกิจที่ทับซ้อนกัน โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปให้ยึดถือข้อบังคับการประชุมสภาเป็นหลัก
สำหรับแนวทางที่เสนอคือให้กรรมาธิการแต่ละคณะหารือกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งคณะทำงานหรือดำเนินภารกิจที่ซ้ำซ้อนกัน พร้อมยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันหน่วยงานราชการต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งวันจันทร์และวันศุกร์ จนอาจกระทบต่อการปฏิบัติงานตามภารกิจปกติ ดังนั้น เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่ายกฎหมายจะจัดทำหนังสือสรุปแนวทางจากการหารือ และแจ้งเวียนไปยังคณะกรรมาธิการทุกคณะเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน
ส่วนกรณีที่มีความเห็นแตกต่างกันในที่ประชุม นายโสภณยอมรับว่า มีการโต้แย้งกันในบางประเด็น แต่ทุกฝ่ายได้พูดคุยด้วยเหตุผล โดยมองว่าการตีความข้อกฎหมายอาจมีได้หลายแง่มุม และควรให้หน่วยงานกลางที่มีอำนาจหน้าที่ด้านกฎหมายเป็นผู้พิจารณาตีความตามกระบวนการ การกำกับดูแลการทำงานของกรรมาธิการต้องคำนึงถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละคณะ และไม่ควรดำเนินงานซ้ำซ้อนกัน หากเกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายก็สามารถใช้ช่องทางที่มีอยู่เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยได้
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน หลังมีการบรรจุวาระเรียก น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย มาให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ โดยไม่ได้ขอมติจากที่ประชุม
นางสาวรักชนก ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธานสภาฯ เรียกมาพูดคุย ถือเป็นการจำกัดอำนาจในการทำงานของสภาของกรรมาธิการ หรือไม่ ในการหารือมีการถกเถียงกันหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องอำนาจในการบรรจุวาระและเรียกประชุม ซึ่งเห็นว่าข้อบังคับการประชุมสภากำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ชัดเจน และการประชุมกรรมาธิการก็อนุโลมให้ใช้ข้อบังคับเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มีความพยายามผลักดันให้การดำเนินการบางอย่างต้องได้รับมติจากที่ประชุมก่อน ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า กรรมาธิการ เสียงข้างมากมันเป็นเสียงของรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ว่ากรรมาธิการไหน จะชุดวิสามัญ หรือชุดสามัญ มันเป็นของรัฐบาลอยู่แล้ว ท่านต้องการที่ให้ในอนาคตกำหนดว่า ถ้ารัฐบาลไม่ให้ประชุมกรรมาธิการ ก็ไม่ต้องประชุมกันแบบนั้นหรือ ในเมื่อ คณะกรรมาธิการมี 35 คณะ ถ้าอยากที่จะจำกัดการทำงานของทุกๆ กรรมาธิการ สิ่งที่ควรจะทำ คือการแก้ระเบียบข้อบังคับการประชุมสภา ควบรวมกรรมาธิการจาก 35 คณะ ให้เหลือแค่ 20 คณะ ตามกระทรวง หรือจะบวกเพิ่ม องค์กรอิสระ สภา
"ไม่รู้เหมือนกันว่า จะใช้คำว่าอะไร ท่านจะกินรวบมันทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้เลยหรือ ท่านจะเอาทั้งสภาสูง สว.ก็เป็นที่รู้กันว่า ท่านสามารถที่จะทำอะไรได้ สภาล่าง ท่านก็มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว ท่านมีอำนาจในฝ่ายบริหาร และใครๆ ก็รู้ว่า ท่านสามารถที่จะมีอำนาจในการโน้มน้าวใจองค์กรอิสระได้ ตอนนี้ฝ่ายค้านเหลือแค่กลไกเดียว คือกรรมาธิการ ท่านก็ยังจะเอาอีกหรือ ยังจะใช้อำนาจในการที่ท่านมีเสียงข้างมากมาจำกัดในการทำงานของกรรมาธิการอีกหรือ" น.ส.รักชนก กล่าว

