xs
xsm
sm
md
lg

“กงล้อประวัติศาสตร์” กำลังบดขยี้ “โลกตะวันตก”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เอ็มมานูเอล มาครง
ถ้าดูจากกรณีช่างภาพ “The Washington Post” ถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ ที่เขตเวสต์แบงก์เมื่อช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา รวมทั้งกรณีการล้อมกรอบ เล่นงานบรรดานักการทูตยุโรปเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค.หลังเหตุกรณีช่างภาพแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็น่าจะสรุปได้ว่า...การเลือกตั้งอิสราเอลที่กำลังจะอุบัติขึ้นมาในสัปดาห์หน้า หรือในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ไม่น่าจะส่งผลใดๆ ต่อทิศทางการเมืองของประเทศอิสราเอล ให้ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักกี่มาก-น้อย...

คือกรณีช่างภาพ “Washington Post” อย่างคุณ “Heidi Levin” นั้น ทั้งที่เธอเป็นผู้หญิง แถมยังเป็น “อเมริกันเชื้อสายยิว” ซะอีกด้วย แต่ขณะเดินไปเจอบรรดาลูกหลานกษัตริย์ดาวิดและโซโลมอน หรือบรรดา “ผู้ตั้งถิ่นฐาน” ชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่หลั่งไหลเข้าไปแย่ง ไปยึดพื้นที่ทำกินของชาวปาเลสไตน์นับเป็นแสนๆ คน หรือไม่ต่ำกว่า 500,000 ราย ปลูกบ้าน สร้างบ้านตัวเองไว้นับเป็นหมื่นๆ หลังกรูเข้าเล่นงานชาวปาเลสไตน์ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลมะกอกอยู่ในพื้นที่ตัวเอง แต่แทนที่เธอจะสามารถเก็บภาพต่างๆ เหล่านั้นเอาไว้ได้ กลับถูกบรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวที่สวมหน้ากากปิดหน้า กรูเข้ามารุมเหยียบ รุมกระทืบ ฉุดกระชากลากถูให้ต้องล้มคว่ำคะมำหงาย ทั้งเตะ ทั้งถีบ ชนิดถ้าไม่ได้เพื่อนผู้สื่อข่าวด้วยกันวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ ช่วยแบก ช่วยประคอง พามารักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ทันท่วงที เธออาจถึงขั้นเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง เอาเลยก็เป็นได้!!!

ส่วนกรณีนักการทูตยุโรป แม้ไม่ได้ถึงกับกระจอกแบบช่างภาพ มีสถานะ ตำแหน่งทางการเมืองระดับไม่ธรรมดา แต่ก็ยังมิวายถูกล้อมกรอบ ถูกผลัก ถูกชกโดยบรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวไม่รู้จะกี่ดอกต่อกี่ดอก ต่อหน้า-ต่อตาทหารอิสราเอลที่ยืนดูอยู่เฉยๆ เผลอๆ...อาจส่งเสียงเชียร์อีกด้วยต่างหาก ด้วยอากัปกิริยาที่ออกไปทาง “โหด-เลว-ถ่อย” ของบรรดา “ปวงชนอิสราเอล” หรือ “ผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” ในลักษณะเช่นนี้ โอกาสที่ทิศทางการเมืองอิสราเอลจะเปลี่ยนแปลงไปจากความปรารถนา-ความต้องการอันสุดแสนทะเยอทะยาน ในอันที่จะยึดเอาดินแดนผู้อื่นตั้งแต่ “ลุ่มแม่น้ำไนล์” ไปยัน “ลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส” ตามแนวคิด อุดมการณ์ที่เรียกๆ กันว่า “The Greater Israel” นั้น...คงแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ...

หรือไม่ว่านายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน อย่าง “นายBenjamin Netanyahu” จะแพ้-จะชนะเลือกตั้งหรือไม่? อย่างไร? แต่ภายใต้ “ความป่วยไข้” หรือ “ความวิปริต” ของสังคมอิสราเอล ที่เชื่อเอาจริงๆ ว่า “ชีวิตของชาวยิว 1 รายมีค่าเท่ากับมนุษย์รายอื่นๆ 10 ล้านราย” ดังที่ผู้ตั้งถิ่นฐานบางราย อย่าง “นายYahuda Shimon” เคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว “BBC” เอาไว้ประมาณนั้น โอกาสที่การเมืองอิสราเอลยังคงต้องเป็นไปในแนว “โหด-เลว-ถ่อย” อีกต่อไปอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ ย่อมเป็นไปได้สูงเอามากๆ ไม่ว่าโดยบรรดา “นักการเมือง” ที่พร้อมจะตอบสนองอารมณ์-ความรู้สึกทำนองนี้ เช่นประเภท “นายItamar Ben-Gvir” รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอลคนปัจจุบัน หรือรัฐมนตรีคลัง “นายBezalel Smotrich” ไปจนแม้แต่คู่แข่งทางการเมืองของ “นายNetanyahu” อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี “Naftali Bennett” ก็ออกไปในแนวนี้ด้วยกันทั้งนั้น...

ด้วยเหตุนี้...ประเทศอิสราเอลนับจากนี้ ก็น่าจะยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการกำราบ ปราบปราม การขจัดกวาดล้างไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นอุปสรรค ขัดขวาง ต่อแนวคิด-ความเชื่ออันสุดแสนทะเยอทะยานดังที่กล่าวไปแล้ว อย่างไม่คิดจะลดราวาศอกใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่บรรดาชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หรือเวสต์แบงก์เท่านั้น แต่ยังต้องเหมารวมไปถึงบรรดาชาวอิหร่าน เลบานอน เยเมน ซีเรีย ตุรกี อียิปต์ ฯลฯ อีกด้วยต่างหาก หรือจนกว่าภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งภูมิภาคจะยอมสยบ ยอมศิโรราบอยู่ภายใต้ฝ่าเท้า ฝ่าตีนของ “ผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” อย่างบรรดาชาวอิสราเอลทั้งหลาย และนั่นเอง...ย่อมส่งผลไปถึงการ “เลือกตั้งอเมริกา” ที่กำลังตามมาในอีกไม่กี่วันหลังอิสราเอล หรือในวันที่ 3 พ.ย.ที่จะถึงนี้...

เพราะไม่ว่าพรรครีพับลิกัน หรือพรรครัฐบาลของ “ทรัมป์บ้า” จะพ่ายแพ้ต่อพรรคการเมืองฝ่ายค้าน อย่างเดโมแครตในสภาล่าง-สภาสูง หรือทั้งสองสภาด้วยกัน แต่ด้วยสายใย ความผูกพัน อันแน่นเหนียว หนึบหนับระหว่าง “การเมืองอเมริกา” กับ “การเมืองอิสราเอล” ไม่ว่าภายใต้รัฐบาลรีพับลิกัน หรือรัฐบาลเดโมแครตก็ตามที ชนิดที่อดีตผู้นำอเมริกาอย่าง “โอมา-บ้า” หรือ “นายBarak Obama” แห่งพรรคเดโมแครต ยังต้องใช้คำเรียกขานอิสราเอลว่า “พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์” เอาเลยถึงขั้นนั้น ดังนั้น...โอกาสที่ประเทศอเมริกาจะเดินไปในแนว “America First” ดังที่ “ทรัมป์บ้า” ได้โฆษณาหาเสียงเอาไว้ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า และบรรดาสาวก “MAGA” ยังคงหลงเชื่อการโกหกพกลมดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ยังไงๆ...คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ เพราะไม่ว่าใครแพ้-ใครชนะในการเลือกตั้งอเมริกา ทุกสิ่งทุกอย่าง...ก็ย่อมมีแต่ต้องเดินไปในแนว “Israel First” นั่นแหละเป็นอันดับแรก...

ด้วยทิศทางการเมืองของสองประเทศที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ นั่นเท่ากับย่อมทำให้ “ศัตรูของอิสราเอล” ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า ย่อมต้องกลายเป็น “ศัตรูของอเมริกา” ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นปาเลสไตน์ เลบานอน อิหร่าน เยเมนในทุกวันนี้ หรือซีเรีย ตุรกี อียิปต์ ฯลฯ ในวันข้างหน้า โดยจะต้องขจัดกวาดล้างในแบบดื้อๆ ทื่อๆ เหมือนอย่างที่กำลังเล่นงานอิหร่าน หรือจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายที่ซับซ้อน ยอกย้อน ยิ่งไปกว่านั้น ก็คงต้องคอยจับตา คอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ แต่ทุกวันนี้ หรือในช่วงระยะนี้ คงหนีไม่พ้นต้องสรุปว่า...ด้วยเหตุเพราะทิศทางการเมืองอเมริกา ไม่ว่าโดยพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านก็ตาม ล้วนแล้วแต่มุ่งไปสู่ทิศทางอย่างที่รองประธานาธิบดีอเมริกา “นายJD Vance” ได้ระบุไว้ ณ เวทีประชุมความมั่นคง “Munich Security Conference” เมื่อปีที่แล้วนั่นแหละว่า คือการ “ละทิ้งคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย” ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม ด้วยการเดินสวนทางกับความปรารถนา-ต้องการ ของ “ปวงชน” ภายในประเทศตัวเอง อันมีแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมทรุด เสื่อมถอย และการตกเป็นทาสในท้ายที่สุด หรือถ้าว่ากันตามสำบัด สำนวนของรองประธานาธิบดีรายนี้ ก็คือ “Civilization suicide” หรือการฆ่าตัวตายทางอารยธรรม...นั่นแล...

ดังนั้น...ขณะที่การเมืองอิสราเอลยังคง “โหด-เลว-ถ่อย” และการเมืองอเมริกายังคงต้อง “Israel First” ไม่ใช่ “America First” แต่อย่างใด โอกาสที่โลกทั้งโลกจะพบกับความสุข ความสงบ สันติภาพ สันติธรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นต้อง “ทรหวนปั่นป่วนคลั่ง” อีกต่อไป ไม่ว่า ณ วันนี้ หรือวันข้างหน้า และที่หนักหนา-สาหัสยิ่งไปกว่านั้น ก็คือบรรดาพันธมิตรที่เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่กับอเมริกามาโดยตลอด พันธมิตรสองฟากฝั่งแอตแลนติกอย่าง “NATO” ที่กำลัง “ฆ่าตัวตายทางอารยธรรม” ดังที่รองประธานาธิบดีอเมริกันว่าไว้ จากที่เคยเป็นแค่ “อียู-อีย้วย” ก็ชักจะกลายเป็น “อียับเยิน” ยิ่งเข้าไปทุกที เรียกว่า...แทบไม่ต้องเสียเวลาไปเงี่ยหูฟังเรื่อง “ทฤษฎีแห่งชัยชนะ” (Theory of Victory) ที่ผู้บัญชาการสูงสุด “NATO” “พลอากาศเอกAlexus Grynkewich” นำมาวาดฝัน วาดจินตนาการให้กับกองทัพพันธมิตรยุโรป ในการเตรียมความพร้อมที่จะสู้กับรัสเซียภายในปี ค.ศ.2029 อีกต่อไปแล้ว แค่เจอกับ “จลาจลฝรั่งเศส” เมื่อช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา...ก็หมดแล้ว!!!

เจอกับศาลาว่าการเมืองถูกเผา ร้านค้าถูกปล้น ฯลฯ เพราะผู้คนกว่าครึ่งล้านพร้อมใจกัน “ลงถนน” ระดับ 500,000-800,000 คนเอาเลยถึงขั้นนั้น มีทั้งพวกหะมอยรอมแรม อย่างพวก Gen-Z, Gen-Alpha ไปจนพวกหนวดหงอกพวกม็อบน้ำหมาก อย่างพวก “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสมาแล้วเป็นปีๆ ส่งผลให้ผู้นำฝรั่งเศสอย่าง “นายEmmanuel Macron” ถึงกับต้องตั้งคำถามผ่านสถานีโทรทัศน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า “ชาวฝรั่งเศสทำแบบนี้กับประเทศฝรั่งเศสได้อย่างไร?” แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากถูกถามกลับว่า “แล้วนักการเมืองฝรั่งเศสทำกับประเทศฝรั่งเศสแบบนี้ได้อย่างไร?” ก็น่าจะมีแต่ต้อง “อมสากกะเบือ” เอาไว้มิดด้าม เพราะขณะที่ประเทศกำลังเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาพลังงาน หนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของ “GDP” เข้าไปแล้ว แต่รัฐบาลฝรั่งเศสนอกจากจะไม่สนใจ ยังดันคิดจะไปรบกับรัสเซียกันแทนที่...

ไม่ต่างไปจากรัฐบาลอังกฤษ เยอรมนี ที่ผู้คนในประเทศต้องออกมาตั้งคำถามกับรัฐบาลตัวเองคราวแล้ว-คราวเล่าว่า “รัฐบาลทำแบบนี้กับประเทศตัวเองได้อย่างไร?” คือแทนที่จะปกป้อง ดูแลผลประโยชน์ “ปวงชน” ภายในประเทศตัวเอง กลับหันไปปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของพวก “อีลีทโลก” พวกบรรษัทข้ามชาติที่ประกอบไปด้วยบรรดา “นักธุรกิจชาวยิว” นั่นแหละเป็นหลัก ตามแบบฉบับที่รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา “นายMarco Rubio” เรียกขานในนามพวก “Globalism” หรือพวก “เสรีนิยมใหม่” ทั้งหลาย หรือต่าง “ละทิ้งคุณค่าดั้งเดิมของระบอบประชาธิปไตย” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งพวง การประท้วง การลงถนน มันจึงกำลังแพร่ขยาย ลุกลาม จากฝรั่งเศส ไปเบลเยียม อิตาลี โปรตุเกส สเปน อัลบาเนีย ฯลฯ ใกล้ๆ จะถึงอังกฤษ เยอรมนี ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า นับจากนี้...

หรือสรุปง่ายๆ ว่า... “การฆ่าตัวตายทางอารยธรรม” มันกำลังอุบัติขึ้นมาใน “โลกตะวันตก” ไม่ว่าตั้งแต่อเมริกาไปยันยุโรปในแต่ละประเทศ จนน่าจะส่งผลให้โลกใบนี้หนีไม่พ้นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมภายในอนาคตอันใกล้อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว โลกที่เคยตกอยู่ภายใต้ “อารยธรรมตะวันตก” มานานแสนนานนับตั้งแต่ “ยุคล่าอาณานิคม” จนตราบเท่าทุกวันนี้ แต่ในเมื่ออารยธรรมตะวันตก...นับวันมักชักจะออกอาการแบบที่เรียกว่า “Westlessness” ยิ่งเข้าไปทุกที โอกาสที่มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบมิอาจหวนกลับคืนได้ดังเดิม จึงย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

ความเป็นไปที่กำลังอุบัติขึ้นมาในแต่ละซีกโลก ไม่ว่าใน “แนวรบตะวันออกกลาง” ที่อาจส่งผลให้บางประเทศถูกลบออกไปจากแผนที่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย ไม่ว่าจะเป็นประเทศอิสราเอล หรือบรรดาประเทศอ่าวทั้งหลายก็แล้วแต่ ไม่ต่างไปจาก “แนวรบยุโรปตะวันออก” ที่ใครจะอยู่รอด-อยู่ไม่รอด อียู-อีย้วยกลายเป็นอียับเยิน จนไม่เหลือเศษ เหลือซากยูโรโซน หรือกระทั่งของ “NATO” อีกต่อไป ก็ยังคงเป็นคำถามที่มิอาจสรุปได้โดยชัดเจน โดยเฉพาะถ้าหากความ “ทรหวนปั่นป่วนคลั่ง” ของโลกมันขึ้นสู่จุดสูงสุด หรือจุดที่นำไปสู่ “สงครามโลก” แบบเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์ เพราะอย่างน้อย...สงครามระดับโลกเท่าที่เคยเห็นเป็นตัวอย่าง มันก็สามารถส่งผลให้กระทั่ง “จักรวรรดิ” ไม่ต่ำกว่า 4 แห่ง ไม่ว่าจักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ถึงกับต้องล่มสลาย ถึงกับตกเวทีประวัติศาสตร์ต้องหันไปโดดขึ้นเวทีรำวงกันแทนที่ ดังนั้น...สำหรับสงครามระดับโลกคราวนี้ มันจะส่งผลให้ “กงล้อแห่งประวัติศาสตร์” หมุนคว้างไปบดขยี้ใครเป็นรายต่อไป คงต้องคอยจับตาอย่างมิอาจกะพริบตาได้โดยเด็ดขาด!!!