xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละปาหี่ "นิคมฯ รีไซเคิล" ล้อมคอก-ฟอกทุนเทา ซ้ำเติมแผ่นดินอาบสารพิษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



แฉนโยบายตั้งนิคมฯ รีไซเคิล วัวหายล้อมคอกเปิดช่องทุนเทาฟอกกากอุตสาหกรรม เจาะ 3 ช่องโหว่ใหญ่ พร้อมเปิดไทม์ไลน์วิกฤตแผ่นดินอาบสารพิษ ปราจีนบุรี-ระยอง ไร้งบเยียวยา เสนอทางรอดปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ

หลังปล่อยขยะพิษท่วมแผ่นดิน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ออกมาตีโป่งผลักดันตั้ง "นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล" กู้วิกฤต ซึ่งถูกตั้งคำถามสวนทันควันว่าเป็นเพียงปาหี่การละคร “วัวหายแล้วล้อมคอก” ซ้ำร้ายยังเปิดช่องให้กลุ่มทุนสีเทาใช้ “ฟอกกากอุตสาหกรรม" อย่างถูกกฎหมาย หรือไม่

ขณะที่ภาครัฐสาละวนกับการวาดฝันสร้างนิคมฯ แห่งใหม่ ในความเป็นจริง ผืนแผ่นดินภาคตะวันออกในจังหวัดเขต EEC และบริวาร กำลังถูกอาบด้วยสารพิษเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ราวกับว่าขบวนการฟอกขยะพิษไม่ได้แยแสกับการปราบปรามรายวัน เพราะถึงถูกแจ้งจับค่าปรับก็แค่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเมื่อเทียบกำไรที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำ

สแกน 3 ช่องโหว่ใหญ่ "นิคมฯ รีไซเคิล"


ในการให้สัมภาษณ์ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ประจำวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 2569 ถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทย นายวราวุธ ระบุว่ากระทรวงกำลังเร่งผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อจัดระเบียบ ดึงโรงงานคัดแยก หลอม และรีไซเคิลเข้ามาอยู่ในพื้นที่รวมศูนย์ ควบคู่กับงัดกฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ บังคับใช้ระบบ e-Manifest และชูหลักเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็เน้นการลงพื้นที่ตั้งรับและสั่งสอบสวนปัญหามลพิษรายวัน


คำถามใหญ่จากภาคประชาสังคมคือ ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมจึง “อืดอาดล่าช้า” และปล่อยให้แผ่นดินภาคตะวันออกอาบไปด้วยสารเคมีพิษจนพินาศก่อนจึงค่อยตื่นตัว?

หากย้อนดูพฤติกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม จะพบว่าการเคลื่อนไหวมักเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อถูกกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะ "เคสวิกฤตน้ำสีรุ้ง" ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาแฉเส้นทางน้ำปนเปื้อนและยื่นหนังสือร้องเรียนนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) จะขยับตัวเข้าตรวจสอบ สะท้อนชัดถึงการทำงานแบบ "วัวหายแล้วล้อมคอก"

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจาะลึกถึงสถานะเชิงกระบวนการ โครงการจัดตั้ง "นิคมฯ รีไซเคิล" ยังเป็นเพียง "นโยบายการเมืองขายฝันที่ไม่มีอะไรมารองรับในทางปฏิบัติ" เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยัง ไม่เคยระบุพิกัดจังหวัดที่ชัดเจน ยังไม่เคยศึกษาความเป็นไปได้แต่อย่างใด การโหมประโคมข่าวจึงถูกมองว่าเป็นเพียง "วาทกรรมตอบโต้ข่าวรายวันเพื่อซื้อเวลา" และเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวในการกำกับดูแล


ยิ่งเมื่อมาวิเคราะห์การจัดตั้งนิคมฯรีไซเคิล จะพบว่ามีรอยรั่วสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ

• 1. ไร้ผลในการตัดวงจรนำเข้าต้นทาง: นิคมฯ เป็นเพียง "พื้นที่รองรับ" ที่ปลายทาง แต่ไม่ได้แตะต้องรอยรั่วใหญ่ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ตราบใดที่กรมศุลกากรยังสุ่มตรวจตู้สินค้าเพียง 10% และขบวนการนอมินียังคงสำแดงเท็จนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพิกัด "เศษโลหะ" ผ่านเขตปลอดอากร ได้อย่างเสรี การตั้งนิคมฯ จะกลายเป็นเพียง "การขยายพื้นที่รองรับตู้ขยะพิษเพิ่มขึ้น"

• 2. ไม่สามารถสกัดโรงงานเถื่อนนอกระบบ: หัวใจของกลุ่มทุนเทาคือการ "ลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม" การย้ายเข้า นิคมฯ หมายถึงการต้องจ่ายค่าบำบัดมลพิษส่วนกลางและขบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด แนวโน้มกลุ่มทุนสีเทาจึงจะยังคงเลือก "ลักลอบเช่าโกดังราคาถูกนอกนิคมฯ" ในพื้นที่ อ.บ้านบึง อ.นิคมพัฒนา หรือ อ.กบินทร์บุรี เพื่อแอบติดตั้งเตาหลอมเถื่อนและหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่เช่นเดิม

• 3. เปิดช่อง "ฟอกกากพิษ" ภายใต้ฉากหน้า Green Industry และวาระเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG): กลุ่มทุนเทา "ฉวยโอกาสสวมรอยนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และโมเดล BCG" ที่รัฐตั้งเป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้ "สำนักงานกฎหมายและบัญชีของคนไทย" จดทะเบียนบริษัทนอมินีถือหุ้นบังหน้า 51% เพื่อซื้อที่ดิน ขอใบอนุญาต 105/106 และยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ BOI ยกเว้นภาษี แต่พฤติการณ์จริงกลับใช้อุบาย "สกัดเอาเฉพาะทองแดงหรือโลหะมีค่าเพียง 10%" ส่งกลับประเทศต้นทาง สร้างฉากหน้าว่าทำอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะที่ "กากมลพิษเข้มข้นอีก 90% ที่เหลือ" จะถูกนำไปแอบฝังกลบหรือลักลอบเททิ้งในพื้นที่เกษตรกรรม นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและฉากหน้านิคมฯ รีไซเคิล จึงกลายเป็น "เกราะคุ้มกันชั้นดี" ให้ทุนข้ามชาติทิ้งมลพิษไว้ให้คนไทยรับกรรม

วิกฤต “แผ่นดินอาบสารพิษ” หนักหน่วงขึ้น

ในทางปฏิบัติ ปัญหามลพิษได้ยกระดับกลายเป็น "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม" ที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นตามลำดับไทม์ไลน์ช่วงกันยายน–ตุลาคม 2569

• อาชญากรรมไร้พรมแดน (สิงหาคม - กันยายน 2569): ทุนข้ามชาติและนอมินีปรับกลยุทธ์จากการฝังกลบขยะพิษในพื้นที่เดิม มาเป็นการ "กระจายกากสุดท้าย" ใช้รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ขนถ่ายกากเคมีอันตรายและชิ้นส่วนบดย่อยจากโรงงานรีไซเคิลใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ออกไปลักลอบเททิ้งในบ่อดินลูกรังร้างและที่ดินเกษตรกรรมใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.สระแก้ว เพื่อหลบเลี่ยงการสืบสาวถึงต้นทาง


• วิกฤต “สายน้ำสีรุ้ง” ช่วงน้ำท่วม (28 - 29 กันยายน 2569): เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังใน อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี น้ำได้ชะล้างสารเคมีจากบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม (ใบอนุญาต 105/106) เกิดเป็น "คราบสารเคมีสีรุ้ง" ลอยออกสู่ทุ่งนาและแหล่งน้ำสาธารณะยาวกว่า 1 กิโลเมตร ส่งกลิ่นฉุนเคมีรุนแรง ซ้ำร้ายมูลนิธิบูรณะนิเวศยังตรวจพบกองขี้ไก่ขนาดมหึมายัดไส้ด้วยกากอุตสาหกรรมโผล่กลางแปลงไร่อ้อยขนาดใหญ่ใน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดคน โดยช่วงอุทกภัยที่ผ่านมากองขี้ไก่หมกกากอุตสาหกรรมยังคงกองอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือมีน้ำดำล้อมรอบและไหลกระจายออกสู่ภายนอกอย่างต่อเนื่อง

• ทลายขยะพิษทุนจีน ยึดของกลางกว่า 2,500 ตัน (10 - 16 ตุลาคม 2569): ขยายผลสืบสวนจากโกดัง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นำไปสู่การบุกตรวจค้นพื้นที่เช่าขนาดใหญ่ 90 ไร่ (15 อาคาร) ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ โลหะบด และวัตถุอันตรายสะสมทะลุ 2,500 ตัน พร้อมติดตั้งเครื่องจักรบดย่อยและเตาหลอมเถื่อนถึง 13 อาคาร ตอกย้ำว่าพื้นที่ EEC กลายเป็น "ศูนย์กลางการฟอกขยะพิษโลก" อย่างเต็มรูปแบบ

ลอยแพประชาชน ไร้งบเยียวยา-ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่ซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชนมากที่สุด คือ "การไร้ซึ่งกรอบงบประมาณเยียวยาและแผนฟื้นฟูธรรมชาติที่ชัดเจนจากภาครัฐ" โดยรัฐบาลมักอ้างหลักการให้โรงงานต้นเหตุเป็นผู้ชดใช้ความเสียหาย แต่กระบวนการสืบสวนฟ้องร้องในชั้นศาลใช้เวลานาน 5-10 ปี ระหว่างนั้นกากอุตสาหกรรมอันตรายกลับถูกทิ้งให้ตกค้าง หมักหมม และชะล้างลงชั้นน้ำบาดาลทุกวันโดยไม่มีงบประมาณลงไปบำบัดฉุกเฉิน

นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่ปราจีนบุรีและระยองที่ล้มป่วยจากก๊าซพิษ สารเคมีสะสมในเลือด พืชผลเกษตรเสียหาย หรือแหล่งน้ำดิบประปาหมู่บ้านถูกปนเปื้อน ไม่เคยได้รับการชดเชยหรือเยียวยาใดๆ จากรัฐบาล มีเพียงการช่วยเหลือภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วไปซึ่งไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายจากสารพิษอุตสาหกรรม


เมื่อเกิดเหตุสารเคมีปนเปื้อน อปท. และชาวบ้านกลับต้องเจียดงบพัฒนาท้องถิ่นอันน้อยนิดมาใช้ในการจัดหากากปูนขาว ขุดคันดินกั้น หรือจัดซื้อน้ำดื่มประปาแจกจ่ายกันเอง เท่ากับว่าประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อกลับต้องเป็นผู้จ่ายค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยภาษีของตนเอง

ดัดหลังทุนเทา - เร่งปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ แก้ไขปัญหา

ย้ำอีกครั้งว่าหากรัฐบาลต้องการสยบวิกฤตมลพิษ จำเป็นต้องเลิกแก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้า แต่ให้นำแนวทางแก้ไขของภาครัฐมาผสานกับข้อเสนอเชิงโครงสร้างจากภาคประชาชน ผ่านการปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐให้เกิดผลทางปฏิบัติ ดังนี้

• 1. กรมศุลกากร (กระทรวงการคลัง): ยกเลิกการสุ่มตรวจ 10% ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ยกระดับด่านตรวจชายแดนนำระบบ AI และเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ 100% มาสแกนสินค้ากลุ่มเสี่ยง บูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับกรมโรงงานฯ และ คพ. พร้อมบังคับใช้ วางเงินประกันมลพิษ ให้ผู้นำเข้าวางหลักทรัพย์ล่วงหน้า หากพบการสำแดงเท็จ ให้ยึดเงินประกันนำไปใช้นำส่งตู้ขยะพิษ ส่งกลับประเทศต้นทาง ทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี

• 2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กระทรวงอุตสาหกรรม): ชะลอการออกใบอนุญาตโรงงานประเภท 105/106 ในพื้นที่เสี่ยง บังคับใช้ ระบบ e-Manifest ควบคู่ GPS Tracking 24 ชั่วโมง บนรถขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกคัน พร้อมตั้งชุดเฉพาะกิจสแกนตรวจประวัติเชิงลึกโรงงานประเภท 105/106 หากพบใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทนทุนต่างชาติ หรือฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงานฯ สั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาตถาวรทันที รวมถึงทบทวนแก้ไขช่องโหว่ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2562 ที่ผ่อนปรนโรงงานต่ำกว่า 50 แรงม้าเพื่อตัดวงจรโรงงานห้องแถวเถื่อน


• 3. กรมควบคุมมลพิษ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ): ลงพื้นที่ตรวจเก็บตัวอย่างสารเคมีปนเปื้อนและแจ้งความดำเนินคดีอาญา พร้อมจัดทำ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เพื่อประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษก่อนอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใหม่ และจัดตั้ง กองทุนฟื้นฟูมลพิษ บังคับโรงงานประเภท 105/106 และผู้นำเข้าวางเงินประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มประกอบกิจการ เพื่อดึงเงินออกมาเยียวยาประชาชนและบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันทีเมื่อเกิดเหตุ

• 4. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) & สำนักงาน ปปง. (กระทรวงยุติธรรม): ยกระดับบทลงโทษ เพิ่มโทษปรับขึ้นเป็น "หลักสิบล้านบาท" และเปลี่ยนจากการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอัตราโทษเบา มาใช้อำนาจตาม กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดบัญชีและ ยึดทรัพย์สิน นายทุนข้ามชาติรวมถึงสำนักงานกฎหมายไทยที่เป็นนอมินีถือหุ้นบังหน้า พร้อมทั้งบังคับใช้กลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมจากการถูกฟ้องปิดปาก หรือข่มขู่คุกคามชีวิต

• 5. กระทรวงมหาดไทย & องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): สั่งการให้ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครอง และตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ร้องเรียน ควบคู่กับให้อำนาจ อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สามารถตั้งด่านตรวจและสั่งกักรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อที่ต้องสงสัยขนกากเคมีอันตรายเข้าพื้นที่ได้ทันที พร้อมสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ เครื่องตรวจวัดโลหะหนัก (XRF) และชุดตรวจวัดน้ำดิบประปาหมู่บ้าน ให้ท้องถิ่นมีเครื่องมือเฝ้าระวังและเตือนภัยประชาชน

• 6. ฝ่ายนโยบายและรัฐสภา: เร่งผลักดันและบังคับใช้ 3 กฎหมายเฉพาะ คือ

1. พ.ร.บ. WEEE (จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฯ): บังคับใช้หลัก EPR (Extended Producer Responsibility) ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ตนเอง เซ็ตระบบรีไซเคิลในประเทศ และปิดทางขยะต่างชาติ

2. พ.ร.บ. PRTR (รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารมลพิษ): บังคับโรงงานรายงานสารเคมีและมลพิษที่ปล่อยออกมา ให้ชุมชนและภาครัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

3. พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม ฉบับใหม่: ปรับเพิ่มบทลงโทษจำคุกและปรับตามมูลค่าความเสียหายจริง ยึดทรัพย์ เพิกถอนใบอนุญาตอย่างเด็ดขาด และ ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เพื่อยกเลิกข้อยกเว้นผังเมือง ดึงโรงงานประเภท 105/106 กลับเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมเฉพาะเพื่อจัดการเฉพาะขยะในประเทศเท่านั้น และคืนอำนาจการอนุมัติผังเมืองให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

บทสรุป ถึงเวลาเลิก “เล่นละครปราบขยะ”

ตราบใดที่การแก้ไขปัญหามลพิษและขยะพิษข้ามชาติยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเน้นการสร้างภาพบุกจับรายวัน หรือเสนอตั้งนิคมฯ เพื่อเบี่ยงประเด็น แต่ปล่อยให้ไร้มาตรการเยียวยาฟื้นฟูที่ชัดเจน ปล่อยให้โครงสร้างกฎหมายผังเมืองหลวมโพลก ระบบศุลกากรมีช่องโหว่ และปัญหาส่วยอุปถัมภ์ยังดำรงอยู่ ประเทศไทยก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากการเป็น "ถังขยะพิษของโลก"
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องลงมือ "ปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ" จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมลพิษ และผลักดัน พ.ร.บ. PRTR และ พ.ร.บ. WEEE เพื่อเยียวยาและปกป้องผืนดิน แหล่งน้ำ รวมถึงชีวิตของประชาชนภาคตะวันออก ก่อนที่ผืนแผ่นดินไทยจะถูกอาบด้วยสารพิษจนพินาศอย่างไม่อาจย้อนคืน!.