กำแพงเพชร – ชาวกำแพงเพชรเข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้ว 2 ราย..โดนลูกหนี้คนบ้านเดียวกันตัว อตร. แต่งเรื่องหลอกล่อสารพัดทั้งขายที่ดิน-โดนยิง ลวงเพื่อนบ้าน บางรายเป็น ขรก.เกษียณ ให้โอนซ้ำโอนซ้อนหลังได้หนี้คืน ตั้งแต่ต้นปี 69 แต่ละรายสูญเงินไม่ต่ำล้าน รวมกว่า 20 ล้าน
นางทิฆัมพร อายุ 58 ปี ชาวบ้านตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร และ นางจิดาภา อายุ 63 ปี ชาวบ้านวังยาง ตำบลนครชุม อ.เมืองกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ถูกลูกหนี้ที่รู้จักกันหลอกให้โอนเงินไปให้อีก โดยใช้เรื่องราวเกี่ยวกับการขายที่ดิน การดำเนินการทางกฎหมาย การชำระค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มาเป็นเหตุผลในการขอเงินอย่างต่อเนื่อง จนต้องสูญเงินรายละไม่ต่ำกว่าล้านบาท
จากข้อมูลเบื้องต้น นางทิฆัมพร หนึ่งในผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.สุสันต์ เสมาฉิม สว. (สอบสวน) สภ.เมืองกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กล่าวโทษนายสมศักดิ์ อายุ 38 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กอล์ฟ” เพื่อนบ้านและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในลักษณะเครือญาติ รวมถึง “นายพิกุล” ซึ่งผู้แจ้งระบุว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
เรื่องราวเริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งนางทิฆัมพร เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสมศักดิ์หรือกอล์ฟ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกัน ติดค้างเงินตนอยู่ประมาณ 180,000 บาท เมื่อทวงถามเงินคืน นายกอล์ฟแจ้งว่าจะนำเงินจากการขายที่ดินของเพื่อนสนิทมาชำระหนี้ โดยจะเป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และดำเนินการขายที่ดินดังกล่าว แต่นายกอล์ฟอ้างว่ายังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ จึงขอให้ตนช่วยโอนเงินเป็นระยะ
ซึ่งด้วยความหวังว่าจะได้รับเงินที่ติดค้างคืน ประกอบกับความไว้วางใจที่มีต่อกัน ตนจึงยอมโอนเงินให้หลายครั้ง หลังจากนั้น เรื่องราวกลับมีความซับซ้อนมากขึ้น นายกอล์ฟอ้างว่าที่ดินเกิดปัญหาข้อพิพาท เนื่องจากญาติฝ่ายภรรยาของเจ้าของที่ดินต้องการคัดค้านและเข้ามาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านทนายความและการดำเนินคดีเพิ่มขึ้น มีการขอเงินครั้งละประมาณ 40,000–50,000 บาท
นางทิฆัมพรระบุว่า ต่อมานายกอล์ฟยังสร้างเรื่องเกี่ยวกับการถูกตำรวจติดตามจับกุมและหลบหนีเข้าไปในป่า พร้อมอ้างว่าถูกยิงและต้องใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการหลบหนี
แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง แต่ตนก็ยังคงเชื่อคำกล่าวอ้างและโอนเงินให้ด้วยความหวังว่าจะได้รับเงินคืนในที่สุด
เวลาต่อมานายกอล์ฟบอกว่าสามารถขายที่ดินได้แล้ว แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นครูจำเป็นต้องนำเงินไปชำระหนี้เดิมก่อน จึงจะสามารถเบิกเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูออกมาได้ จากนั้นยังอ้างว่าต้องชำระภาษีให้กรมสรรพากรเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเงินก้อนดังกล่าว
เมื่อยอมโอนเงินตามที่ร้องขอ กลับมีเหตุขัดข้องใหม่เกิดขึ้นอีก โดยนายกอล์ฟอ้างว่าจำเป็นต้องนำเงินไปให้ลงนามในพื้นที่ป่า เนื่องจากกำลังหลบหนีปัญหาความขัดแย้งกับญาติฝ่ายภรรยาของเจ้าของที่ดิน นอกจากนั้น ยังมีการกล่าวอ้างถึงเงินที่เปื้อนเลือดจากเหตุยิงกัน ซึ่งต้องนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสภาพปกติผ่านหน่วยงานที่ผู้เสียหายจำชื่อไม่ได้ พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเมื่อกำลังจะได้รับเงินคืน กลับมีการอ้างว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายถูกระงับหรือมีปัญหา ต้องเสียเงินเพื่อแก้ไขอีกครั้ง
กระทั่งเห็นว่าทุกครั้งที่กำลังจะได้รับเงินคืนกลับมีเหตุขัดข้องและค่าใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางทิฆัมพรจึงเริ่มสงสัยและตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบว่าหลายเรื่องที่ได้รับแจ้งอาจไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวอ้าง เงินที่โอนไปส่วนใหญ่เป็นเงินเก็บสะสมของตน รวมถึงเงินที่ได้จากการขายที่ดิน โดยการโอนแต่ละครั้งมักเป็นการโอนไปยังบัญชีบุคคลอื่นที่ผู้ถูกกล่าวอ้างระบุให้ ซึ่งบางบัญชีเป็นบัญชีของพี่ชายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
ซึ่งรวมๆแล้ว ตนสูญเงินไปไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท และเชื่อว่าอาจมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย โดยมูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงกว่า 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลที่ผู้เสียหายให้ไว้ และจำเป็นต้องตรวจสอบยืนยันจากหลักฐานทางการเงินและคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง
ขณะที่ข้าราชการเกษียณที่ตกเป็นเหยื่อด้วย คือ นางจิดาภา อายุ 63 ปี ข้าราชการเกษียณ เปิดเผยว่า ตนก็ตกเป็นผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันยเริ่มต้นจากการติดหนี้และถูกขอให้โอนเงินตามเรื่องราวและเหตุผลต่าง ๆ ที่ผู้ถูกกล่าวอ้างนำมาแจ้ง จนยอดเงินที่สูญเสียรวมอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและสภาพจิตใจอย่างรุนแรง
นางจิดาภาระบุว่า ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้รู้สึกสิ้นหวังและเครียดหนัก ขณะเดียวกันยังทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นซึ่งอาจสูญเงินสูงถึงหลักสิบล้านบาท แต่บางรายไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เนื่องจากเกรงกลัวการข่มขู่ตามที่ได้รับข้อมูลมา ผู้เสียหายทั้งสองรายจึงต้องการให้กรณีนี้ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ช่วยป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายรายอื่นกล้าเข้าแจ้งความพร้อมนำหลักฐานมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรว่ ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เตือนประชาชนอย่าโอนเงินตามคำกล่าวอ้าง
ผู้เสียหายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน เส้นทางการเงิน ตลอดจนบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายหากพบพยานหลักฐานเพียงพอ พร้อมขอให้ผู้ที่อาจได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกันรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา บันทึกการโทร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
ซึ่งกรณีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับประชาชนว่า แม้ผู้ขอความช่วยเหลือจะเป็นเพื่อนบ้าน คนรู้จัก หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ก็ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบก่อนโอนเงิน โดยเฉพาะเมื่อมีการขอเงินซ้ำหลายครั้ง อ้างเหตุฉุกเฉินหรือปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รวมถึงให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น
อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ข้อกล่าวหาทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และควรให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยยึดพยานหลักฐานเป็นสำคัญ โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร ทราบว่าเจ้าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างจากผู้เสียหายมีตัวตนและมีประวัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวพอสมควรจึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญตัวมาให้ปากคำต่อไป

