xs
xsm
sm
md
lg

จากรถเกี่ยว 16 ล้าน สู่รถไถ 1.6 ล้าน “สุริยะ” ถอยหรือแค่เปลี่ยนคัน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ต้องบอกว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นนักการเมืองที่รับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างน่าสนใจ และเหลือเชื่อจริงๆ
เพราะตอนแรกเราได้ยินข่าวว่า จะใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท ซื้อรถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน ตกคันละ 16 ล้านบาท ...เป็นการพูดระหว่างลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมานี่เอง
โอ้โห! คันละ 16 ล้านนะเพื่อน...ไม่ใช่ 16 บาท!

เสียงวิจารณ์ก็ตามมาเป็นพรวน ทั้งเรื่องราคาแพงโคตรพ่อ โคตรแม่ ทั้งความเหมาะสมในการใช้งานจริง ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ การชาร์จไฟ และการขนย้ายรถไปตามท้องนา เพราะรถเกี่ยวข้าวไม่ได้ขับออกจากศูนย์บริการ หรือจากบ้านกำนัน แล้ววิ่งไปเกี่ยวข้าวทุกหมู่บ้านได้เหมือนรถกระบะหรอกนะ
ยิ่งเป็นรถตีนตะขาบ เรื่องการขนย้ายก็ต้องคิดให้ครบ จะต้องมีรถขนส่ง มีระบบบริการ มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมาอีกเท่าไหร่
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า รถไฟฟ้าดี หรือไม่ดี แต่คือเงินภาษี 8,000 ล้านบาท จะนำไปใช้ช่วยชาวนาได้คุ้มค่าจริงหรือเปล่า

แล้ววันนี้ 16 ตุลาคม “สุริยะ”ก็ออกมาขอโทษ บอกว่าสื่อสารผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปสองเรื่อง

หนึ่ง...ไม่ใช่รถ 500 คัน แต่เป็นจุดบริการ 500 แห่ง

สอง...ไม่ใช่รถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้านบาท แต่เป็นรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า สำหรับพรวนดินก่อนทำนา คันละประมาณ 1.6 ล้านบาท

ภาพจำลองสร้างโดย AI
ฟังแล้วก็ต้องบอกว่า... อ้าว! จากรถเกี่ยวข้าวกลายเป็นรถไถไปซะแล้ว จากคันละ 16 ล้าน กลายเป็นคันละ 1.6 ล้าน
เรียกว่าราคาลดลงไปสิบเท่า ส่วนเสียงวิจารณ์ก็ทำให้ต้องกลับมาอธิบายกันใหม่ทั้งโครงการ

“สุริยะ” ยังบอกด้วยว่า ถ้าเสนอซื้อรถเกี่ยวข้าวคันละ 16 ล้านบาทจริง คงอยู่ในตำแหน่งได้อีกไม่กี่วัน พร้อมยืนยันว่าไม่เคยเสนอแผนจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV เข้าคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตั้งแต่ต้น เพราะคณะกรรมการฯ ปิดรับโครงการไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน แล้ว ขณะที่ตนลงพื้นที่กำแพงเพชร วันที่ 10 ตุลาคม

ตรงนี้ก็ต้องแยกให้ออกกันนะ หากเป็นเรื่องสื่อสารคลาดเคลื่อนจริง ก็ต้องรับฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรี แต่เมื่อคำพูดที่ออกสู่สาธารณะ ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นโครงการรถเกี่ยวข้าว 500 คัน งบ 8,000 ล้านบาท คำถามก็ย่อมตามมาว่า แล้วรายละเอียดที่แท้จริงของโครงการ คือ อะไร

ทีนี้ มาดูโครงการใหม่ที่ “สุริยะ” ยกขึ้นมาชี้แจง

เขาบอกว่า จะซื้อรถแทรกเตอร์ EV ประมาณ 2,543 คัน พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่และอุปกรณ์ไฟฟ้า ไปติดตั้งตามศูนย์ชุมชน เพื่อให้บริการชาวนา ประมาณ 1.4 ล้านไร่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั่นรัฐมนตรีอธิบายว่า ปัจจุบันชาวนาจ้างรถแทรกเตอร์ดีเซลพรวนดิน เฉลี่ยไร่ละ 1,200 บาท ถ้ารัฐช่วยตรงนี้ได้ ก็จะประหยัดเงินให้ชาวนาได้ประมาณ 1,680 ล้านบาท ต่อปี และยังมีโอกาสขายข้าวที่ผลิตแบบคาร์บอนต่ำได้ราคาสูงขึ้นอีก ตันละ 500 บาท

ฟังดูแล้วก็เป็นแนวคิดที่มีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนชาวนา อยากช่วยชาวนา... ตรงนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าถ้าทำได้จริง และคุ้มค่า ชาวนาก็ได้รับประโยชน์

แต่ปัญหาคือ คำว่า“คุ้มค่า”ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเอาตัวเลขมาหารกัน แล้วดูสวยงาม


งบลงทุน 8,000 ล้านบาท จะซื้อรถได้กี่คันกันแน่ ...รวมอาคาร สถานีชาร์จแบตเตอรี่ และระบบบริการแล้วหรือยัง ใครเป็นผู้ดูแลและซ่อมบำรุง รถแต่ละคันจะให้บริการได้กี่ไร่ต่อวัน แล้วชาวนาในพื้นที่ห่างไกล จะเข้าถึงบริการได้จริงแค่ไหน

ส่วนตัวเลขประหยัดเงิน ปีละ 1,680 ล้านบาท ก็ต้องดูด้วยว่า เป็นการประหยัดได้จริงตามเป้าหมาย หรือเป็นการคำนวณจากสมมติฐาน เพราะถ้าใช้บริการไม่ได้ทั่วถึง หรือมีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำงาน ตัวเลขที่คาดหวังไว้ ก็อาจไม่เกิดขึ้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ยิ่งเรื่องคาร์บอนเครดิต กับราคาข้าวที่อาจเพิ่มขึ้น ตันละ 500 บาท ก็ต้องมีรายละเอียดเรื่องผู้ซื้อ เงื่อนไข และการรับรองให้ชัด ไม่ใช่แค่บอกว่ามีโอกาสได้ราคาดีขึ้น แล้วนับเป็นผลประโยชน์ล่วงหน้าเลย

สรุปง่ายๆ เอาเป็นว่า เรื่องนี้ “สุริยะ” ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตอบโต้ทุกเสียงวิจารณ์ก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ เปิดรายละเอียดโครงการให้ประชาชนตรวจสอบได้

เพราะวันนี้คำถามไม่ได้จบแค่ว่า ตกลงจะซื้อรถเกี่ยวข้าว หรือ รถไถ

แต่คือเงิน 8,000 ล้านบาทของประชาชน จะช่วยชาวนาได้จริงแค่ไหน และคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป หรือไม่

จากรถเกี่ยวข้าว 16 ล้าน เปลี่ยนมาเป็นรถไถ 1.6 ล้าน นั้นเปลี่ยนคำอธิบายกันได้ แต่ความคุ้มค่าของโครงการจะ เปลี่ยนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้

อันนี้แหละที่ “ทั่นสุริยะ” ต้องตอบให้ชัด!