บิ๊กราญ ผบ.ตร.ไฟแรง สั่งยกเครื่องตำรวจไทยยุคใหม่ ตั้งแต่ด่านจราจรถึงงานสอบสวน ลดขั้นตอนประชุม ปรับปรุงโรงพักใกล้ชิดประชาชน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยปลอดภัยและมีความสุข
การได้คนหนุ่มไฟแรงมาเป็นผู้นําองค์กรมันก็ดีเช่นนี้ ดูจากพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ผบ.ตร.คนที่ 16 ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 53 ปี
พอเริ่มรับตำแหน่งเบอร์หนึ่งของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ บิ๊กราญ ก็ให้นโยบายใหม่ ๆ แก่ผู้ใต้บังคับบัญชารัวๆ แบบคนที่มองเห็นสภาพปัญหาอยู่ก่อนแล้ว หากทุกอย่างเป็นจริง ตามภาพในของบิ๊กราญ มันแทบจะเป็นการปฏิรูปองค์กรตํารวจก็ว่าได้
หากองคาพยพในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตอบสนองแนวทางใหม่ ๆ ของบิ๊กราญ ได้ละก็ คนที่จะได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ก็เห็นจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ
เริ่มที่ด่านตํารวจ ซึ่งเป็นจุดที่ปะทะกับชาวบ้านมากที่สุด บิ๊กราญขอให้ตํารวจจราจรที่ตั้งด่าน ปรับลุกของตัวเองก่อนเลย
ให้เลิกใส่ไอ้โม่งดำ เลิกสไตล์ตำรวจนินจา ซึ่งมันดูไม่น่าไว้ใจในสายตาชาวบ้าน ให้เปลี่ยนมาใส่หน้ากากสีขาวแทน ให้ดูสมาร์ท แสดงบริสุทธิ์ใจให้คนเห็นชัดๆ
พร้อมเน้นย้ำไปยังตำรวจจราจรว่า งานมี 2 แท่ง คืออำนวยความสะดวกการจราจร กับการบังคับใช้กฎหมาย ขอให้ใช้ดุลยพินิจตักเตือนก่อน แต่ไม่ใช่เตือนลอยๆ ทุกการเตือนจะมีการบันทึกไว้ด้วย
ถ้าใครกระทำผิดถึงขั้นจำเป็นต้องปรับ ก็ให้ปรับเป็นขั้นบันได เพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน
บอกเลย นโยบายนี้ของบิ๊กราญ ได้ใจ ประชาชนควรใช้รถใช้ถนนอย่างแน่นอน
พล.ต.อ.สำราญ ยังสั่งให้ตำรวจโรงพัก ปรับปรุงการบริการประชาชนด้วย สั่งการว่า ตำรวจต้องใกล้ชิดประชาชน ด้วยแนวทาง 3 ข้อ 1.เวลามีประชาชนเข้ามาโรงพัก ให้ดำเนินการให้ไว เพราะเขาร้อนมา 2.ถ้าเขาเรียกมา ขอให้ไปให้ไว 3.ถ้าเขาไม่ร้อน ไม่มาหา หรือไม่เรียกมา ขอให้ตำรวจไปเยี่ยมเขาบ้าง
เรื่องการตั้งจุดตรวจ จะไม่มีการบังคับ ให้ผู้กำกับแต่ละโรงพักไปวิเคราะห์กันเอง ใช้วิจารณญาณว่าจุดไหนสำคัญ จุดไหนไม่สำคัญ ไปบริหารจุดเสี่ยงจุดล่อแหลมเองเลย ภายในงบประมาณทรัพยากรที่มี
บิ๊กราญกล่าวด้วยว่า ผู้กำกับโรงพักไหน ถ้าไปดูงานสอบสวนก่อนคนนั้น The best
โดยอธิบายว่า ได้ไปคุยกับสภาโรงเรียนนายร้อย อยากให้เน้นพื้นฐานการเรียนนิติศาสตร์แบบตำรวจ คือเน้น พ.ร.บ. ที่เราต้องใช้ เน้นวิธีพิจารณาความอาญา ตอนนี้สภาโรงเรียนนายร้อยก็เห็นด้วยแล้ว
แต่บิ๊กราญห่วงอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับงานสอบสวน กลัวพนักงานสอบสวนจะขาดแคลนอุปกรณ์การทำงาน จึงอยากรู้จากผู้บัญชาการทั้งหลาย โรงพักที่ไหนบ้าง ที่ไม่มีกระดาษ หมึก เครื่องปริ้นเตอร์ พร้อมจะแก้ไขให้
พร้อมชื่นชม สน.ลุมพินี เรื่องงานสอบสวน ที่จัดให้มีวันสอบสวนเดย์ คือช่วยกันทำสำนวนที่มีปัญหาอยู่ เปิดให้ปรึกษาผู้กำกับ กินข้าวเที่ยงด้วยกัน
ส่วนงานสืบสวน ที่มีการใช้ AI มาทำแล้ว บิ๊กราญชื่นชม สน.ยานนาวาว่า สามารถแก้ไขปัญหาของฉ้อโกงออนไลน์เล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยตัวเอง หากเป็นคดีใหญ่ ค่อยไป สอท. หรือตำรวจไซเบอร์
บิ๊กราญ ยังลดขั้นตอนการประชุมหลายระดับ ที่สิ้นเปลืองเวลา โดยยุคของเขา ผบ.ตร. จะประชุมแค่ 2 ระดับพอ คือ ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมี ผบ.ตร. 1 คน รองผบ.ตร. 6 คน ผู้ช่วยผบ.ตร. 12 คน แล้วกับระดับผู้บัญชาการ
ที่เหลือให้ผู้บัญชาการไปดำเนินการเอง ลดขั้นตอนการประชุมจาก 19 ครั้ง เหลือแค่ครั้งเดียว มันคือการคืนเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในเรื่องการระดมปราบปรามอาชญากรรม บิ๊กราญก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้มีการจับกุมตลอด ไม่รอจับแค่ช่วงระดม เพราะการรอช่วงระดม รอจับทีเดียว 1 พันกิโลฯ เพื่อให้ผู้บัญชาการเอาไปแถลง ยาเสพติดก็หลุดไปถึงชุมชนแล้ว
ยุคนี้จะระดมให้น้อยที่สุด อยากดูตัวเลขจับกุมรายเดือน รายไตรมาส รายปีมากกว่า ถ้าจะระดม ก็เฉพาะเวลามีงานใหญ่ระดับนานาชาติ อย่าง IMF APEC World Bank อันนี้ถือว่ามีเหตุอันสมควรระดม
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ต้องสร้างความเชื่อมั่นศรัทธา ให้เกิดกับประชาชนให้ได้ ให้เขามั่นใจว่า ออกจากบ้านแล้วจะปลอดภัย
ชุมชน อย่างห้างสรรพสินค้า และหมู่บ้าน ที่มี รปภ. อยู่ ตำรวจควรเอา รปภ. 350,000 คน มาเป็นตัวช่วย
เวลาคดีมาถึงตำรวจ ต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ต้องหา หรือผู้เสียหาย ให้สืบสวนความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ เน้นที่ความจริง ไม่ต้องไปสนใจว่าต้องทำสำนวนสั่งฟ้อง 100% แต่ขอให้สั่งฟ้องให้ถูกต้อง 100%
นี่แค่น้ำจิ้ม จาก ผบ.ตร.คนหนุ่มไฟแรง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ที่กำลังพลิกโฉมหน้าตำรวจไทยไปสู่ยุคใหม่ แม้งานนี้ของเขา จะยากพอๆ กับการพายเรือทวนน้ำก็ตาม

