xs
xsm
sm
md
lg

ไอเอ็มเอฟเตือนภัย ‘ยักษ์ใหญ่เอไอ’ ก่อหนี้มหึมาสร้าง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ผวาฟองสบู่แตก!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งของกลุ่มแอมะซอน ในรัฐโอไฮโอ, สหรัฐอเมริกา
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/imf-warns-of-debt-fueled-ai-spending-as-bubble-fears-grow/)

IMF warns of debt-fueled AI spending as bubble fears grow
by Brad Reed
14/10/2026

มีความสงสัยข้องใจกันเพิ่มมากขึ้นทุกทีว่า การก่อสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์โดยทุ่มเทเงินทุนอย่างมหาศาลอย่างที่ทำอยู่กันเวลานี้ จะสามารถทำให้เกิดผลิตภาพที่พุ่งพรวดสูงลิ่ว ตามที่พวกแชมเปี้ยน AI ให้สัญญาเอาไว้ได้จริงหรือ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกคำเตือนเมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงร้ายแรงจากการที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) กำลังก่อหนี้ก้อนโตเพื่อนำมาใช้ในการสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) สำหรับรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก

คำเตือนที่ปรากฏอยู่ใน รายงานเสถียรภาพทางการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ฉบับล่าสุดของ ไอเอ็มเอฟ ระบุถึง [1] ความเสี่ยงหลายประการที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องเผชิญในช่วงเวลาไม่กี่ปีต่อจากนี้ไป ซึ่งรวมถึงการพึ่งพาการใช้จ่ายในอุตสาหกรรม AI โดยไอเอ็มเอฟเตือนว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงินครั้งใหม่ได้

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า วิธีการต่างๆ ที่พวกผู้ให้บริการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก หรือที่รู้จักเรียนขานกันว่า "Hyperscalers" กำลังใช้ในการระดมทุนเพื่อการก่อสร้างใหม่ๆ คือประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษ

"แม้ว่าพวก Hyperscalers มีรายได้ที่แข็งแกร่งจากธุรกิจหลักๆ ของพวกเขา แต่กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) กลับกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทเหล่านี้พยายามประคับประคองความต้องการในการลงทุนด้าน AI ขนาดใหญ่ๆ เอาไว้ ดังนั้นจึงส่งผลให้การระดมทุนด้วยการก่อหนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ" รายงานระบุ

บทวิเคราะห์ฉบับนี้ยังลงรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า "ข้อตกลงทางการเงินแบบหมุนเวียน" (circular financing agreements) ซึ่งเป็นรูปแบบที่บริษัทหนึ่งตกลงให้เงินทุนสนับสนุนโครงการ AI ของอีกบริษัทหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่าบริษัทที่ได้รับเงินทุนจะต้องกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทผู้ลงทุนด้วย

ข้อตกลงในลักษณะนี้ รายงานของไอเอ็มเอฉบับนี้ชี้ว่า อาจก่อให้เกิดภาวะพึ่งพาอาศัยกันและกันที่อันตรายภายในอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤตทางการเงินแบบระบาดลุกลามไปทั่ว หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งในกลุ่มนี้ต้องประสบภาวะล้มละลาย

"แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว บรรดานักลงทุนต่างมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง แต่ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นกับพวกบริษัทสำคัญที่ได้รับการลงทุน อาจก่อให้เกิด 'ความเสี่ยงในทิศทางที่เลวร้าย' (wrong-way risk) อย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศของ AI" รายงานระบุ "มูลค่าของการลงทุนทั้งในรูปแบบหุ้นและตราสารหนี้ของบริษัทเหล่านี้จะลดลง ในช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสรายได้ในอนาคตซึ่งผูกติดอยู่กับการลงทุนดังกล่าว ได้รับผลกระทบในทางลบ"

ทางด้าน เบร็ต เจนเซน (Bret Jensen) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ได้กล่าวในบทวิเคราะห์ฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Seeking Alpha เมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ซึ่งมุ่งตรวจสอบ [2] ตัวเลขคาดการณ์รายจ่ายฝ่ายทุน (capital expenditures) ของกลุ่ม Hyperscalers รายใหญ่ที่สุด 5 แห่ง ได้แก่ ออราเคิล (Oracle), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), เมตา (Meta บริษัทแม่ของ Facebook), แอมะซอน (Amazon), และ อัลฟาเบต (Alphabet บริษัทแม่ของ Google) พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าบริษัทเหล่านี้ได้หันมาใช้วิธีการระดมทุนที่อยู่นอกงบดุลของบริษัท มากขึ้นเรื่อยๆ

"ในช่วง 12-18 เดือนที่ผ่านมา มีการออกทั้งตราสารหนี้และหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล" เจนเซน แจกแจง "ปัจจุบัน กลุ่ม Hyperscalers ทั้ง 5 รายนี้ มียอดหนี้สินรวมกันมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในงบดุลของพวกเขา แล้วยังมียอดจัดสรรเงินทุนนอกงบดุลอีกประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ"

ด้วยเหตุนี้เอง "ตลาดตราสารหนี้กำลังเริ่มโอดครวญ" ด้วย “การส่งสัญญาณให้เห็นว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของ ออราเคิล ในช่วง 5 ปีข้างหน้า" เจนเซน กล่าวต่อ

นอกจากนั้น เจนเซนยังชี้ให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งกำลังถูกสร้างขึ้นมา มุ่งหมายเพื่อรองรับเป็นประโยชน์แก่พวกห้องแล็บ AI ชั้นนำอย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นบริษัทที่ "ไม่มีกำไร" และ "กำลังประสบปัญหาเงินสดมหาศาลไหลออกไปอย่างรวดเร็ว"

ดีน เบเกอร์ (Dean Baker) ผู้ร่วมก่อตั้ง ศูนย์เพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจและนโยบาย (Center for Economic and Policy Research) ได้ระบุ [3] ไว้ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) ว่า AI เป็นสิ่งที่กำลังพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯเอาไว้อย่างสมบูรณ์เต็มที่ในเวลานี้ เนื่องจากนักลงทุนต่างพากันคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างการเติบโตของผลิตภาพ (productivity) ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม เบเกอร์ชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือแทบไม่มีสัญญาณอะไรบ่งชี้เลยว่า AI จะสามารถสร้างผลิตภาพได้สูงพอที่จะคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างมหาศาลเป็นประวัติการณ์เหล่านี้

"หากเราเชื่อตามกระแสที่โหมประโคมกัน เราก็กำลังคาดหวังว่าจะได้เห็นการพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลของผลิตภาพ ซึ่งจะทำให้เรามั่งคั่งร่ำรวยอย่างเหลือเชื่อ" เบเกอร์ แจกแจง "แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สนับสนุนความคิดเห็นเช่นนั้นเลย เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อัตราการเติบโตของผลิตภาพก็เป็นไปตามแนวโน้มปกติเท่านั้น"

"หากเราไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพอย่างมหาศาลตามที่เหล่าผู้สนับสนุน AI คาดการณ์ไว้ ก็แทบจะแน่นอนว่าเราจะได้เห็นตลาดหุ้นพังทลาย และตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันรุนแรงอย่างแทบไม่เห็นทางที่จะหลีกเลี่ยง" เบเกอร์ กล่าวต่อ

เชิงอรรถ
[1]https://www.imf.org/en/publications/gfsr/issues/2026/10/13/global-financial-stability-report-october-2026
[2] https://seekingalpha.com/article/4953737-several-potential-threats-that-could-pop-the-ai-bubble
[3] https://cepr.net/publications/the-trump-economy-ai-bubble-and-beyond/

(ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/ai-bubble-imf-warning?utm_source=Common+Dreams&utm_campaign=a26041ed49-Top+News+%7C+Thu.+8%2F13%2F26_COPY_01&utm_medium=email&utm_term=0_-998917937b-601609905&mc_cid=a26041ed49&mc_eid=9d208b9fec)