พระนครศรีอยุธยา – น้ำท่วมอยุธยายังกระทบหนัก แม้เขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ปรับลดการระบายน้ำแล้ว แต่หลายชุมชนริมแม่น้ำยังจมบาดาล ล่าสุดชุมชนบ้านเกาะ ริมแม่น้ำป่าสัก บ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือนและถนนทางเข้าออกยังถูกน้ำท่วม ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจร นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปจอดบนสะพาน เผยปีนี้น้ำมาเร็วผิดปกติ เพียง 2 วันท่วมสูงเป็นเมตร เก็บข้าวของและผลผลิตทางการเกษตรไม่ทัน
วันนี้( 14 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่าหลายชุมชนที่อยู่ริมคลองสาขา แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แม้มีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระราม 6 ระบายอยู่ที่ 492 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ภาพรวมยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครบทั้ง 16 อำเภอ
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะ หมู่ 4 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีแม่น้ำป่าสักล้อมรอบ พบว่าบ้านเรือนประชาชนกว่า 100 หลังคาเรือนและถนนทางเข้าออกชุมชนยังถูกน้ำท่วม ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง โดยบางจุดมีน้ำท่วมขังประมาณ 40-60 เซนติเมตร บ้านเรือนหลายหลังมีน้ำเข้าท่วมพื้นบ้าน ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะเข้าออกชุมชน ส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์นำไปจอดไว้บริเวณสะพาน
ว่าที่ร้อยตรีสุวัฒน์ อายุ 53 ปี ชาวบ้านในชุมชน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงและสถานการณ์ดีขึ้นบ้าง แต่ถนนภายในชุมชนยังจมอยู่ใต้น้ำ โดยน้ำเพิ่งเริ่มลดลงได้ประมาณ 3 วัน ลดลงเพียง 5-10 เซนติเมตร ชาวบ้านจึงยังต้องใช้เรือเดินทางเข้าออก ขณะที่บ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือนในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ท่วมทุกปี แต่ปีนี้หนักกว่าปีที่แล้ว น้ำมาเร็วเกินไป เริ่มเข้าวันที่ 25 กันยายน แค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ น้ำก็ขึ้นมาเป็นเมตร เก็บอะไรไม่ทัน บ้านสวนผมก็เก็บไม่ทันเหมือนกัน” ว่าที่ร้อยตรีสุวัฒน์กล่าว
นอกจากบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรยังเสียหาย โดยเฉพาะข้าวโพดเทียนซึ่งเป็นพืชที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านเกาะ เจ้าตัวระบุว่าแปลงปลูกถูกน้ำท่วมเสียหาย ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ทัน สร้างความสูญเสียให้กับเกษตรกรในพื้นที่
ชาวบ้านรายนี้ยังสะท้อนถึงการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำว่า ในอดีตน้ำจะค่อย ๆ เพิ่มระดับจนท่วมบ้านใช้เวลานานเกือบเดือน แต่ปีนี้น้ำมาเร็วมาก ภายใน 2 วันระดับน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเมตร ทำให้ไม่สามารถขนย้ายสิ่งของและผลผลิตได้ทัน แม้จะรู้สึกว่าการแจ้งเตือนล่าช้า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการอาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักและประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังต้องเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวใช้เรือในการเดินทางประจำวัน เนื่องจากเส้นทางเข้าออกชุมชนยังไม่สามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติ แม้ระดับน้ำบางส่วนจะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม

