สุโขทัย - ศึกต้านเหมืองเดือด..นายก อบต.บ้านแก่ง ศรีสัชนาลัย สุโขทัย ไม่เซ็นเปิดทางกลุ่มทุนทำเหมืองเข้าสำรวจแร่-เปิด 3 เวทีประชาคม ชาวบ้านเชื่อนอมินีทุนจีนเดินเรื่อง แห่ตบเท้ายกมือค้านเอกฉันท์ ย้ำไม่เอามลพิษแลกชีวิต
กระแสการรุกคืบของกลุ่มทุนจีน ที่เข้ามาขอสัมปทานเหมืองแร่ในประเทศไทยทั่วทุกภูมิภาค ล่าสุด นายประเสริฐ สายสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ได้รับหนังสือจากอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย แจ้งว่ามีการขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่พลวง พื้นที่ ต.บ้านแก่ง เนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ โดยบริษัทสัญชาติไทย ซึ่งเป็นการแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบเท่านั้น
กรณีดังกล่าว นายประเสริฐได้กระจายข่าวสารให้ประชาชนในพื้นที่ และยังไม่ได้ลงนามรับทราบแต่อย่างใด โดยชาวบ้านเชื่อมั่นว่าบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงนอมินีของกลุ่มทุนจีนที่ต้องการเข้ามาดูดทรัพยากรของไทย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ สายสุวรรณ นายก อบต.บ้านแก่ง ได้เปิดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นประชาชน 3 จุดพร้อมกัน คือ
1. ที่วัดแม่ท่าแพ สำหรับประชาชนหมู่ 5, 6, 8 และหมู่ 13
2. ที่วัดบ้านปากคะยาง สำหรับประชาชนหมู่ 3, 4, 7, 11 และหมู่ 12
3. ที่วัดบ้านแก่ง สำหรับประชาชนหมู่ 1, 2, 9 และหมู่ 10
ทั้ง 3 เวทีมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน โดยนายก อบต.บ้านแก่ง ได้อ่านหนังสือจากอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย เรื่องการขออาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ในพื้นที่ ต.บ้านแก่ง ให้ประชาชนรับทราบและร่วมแสดงความคิดเห็น
ผลการทำประชาพิจารณ์ปรากฏว่า ชาวบ้านใน ต.บ้านแก่ง พร้อมด้วยผู้นำหมู่บ้าน มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นชอบ และพร้อมใจกันยกมือคัดค้านการทำเหมืองแร่ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ชาวบ้านต้องการอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดมลภาวะ ต้องการอากาศ ดิน และน้ำที่บริสุทธิ์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย-ทำการเกษตรทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นายประเสริฐ สายสุวรรณ นายก อบต.บ้านแก่ง กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าตนลงนามไปก็ถือว่าจบ และถือเป็นการยินยอมให้มีการเข้ามาสัมปทานแร่พลวงในพื้นที่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อบต.บ้านแก่ง จะกลายเป็นผู้นำปัญหาเข้ามาในชุมชน จึงเลือกใช้วิธีทำประชาพิจารณ์เพื่อให้เกิดมติของประชาชน แล้วแจ้งกลับไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดสุโขทัย ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แร่พลวง คือแร่แอนติโมนี (Antimony - Sb) เป็นธาตุกึ่งโลหะ พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกของประเทศไทย ในทางอุตสาหกรรมถือเป็นแร่ยุทธศาสตร์ที่มีประโยชน์กว้างขวาง แบ่งได้ 7 กลุ่ม คือ
1. ใช้เป็นสารหน่วงไฟ นิยมใช้มากที่สุดในรูปแอนติโมนีไตรออกไซด์ (Sb2O3) ผสมกับพลาสติกเพื่อให้ติดไฟยาก ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า 2. ใช้ทำแบตเตอรี่และโลหะผสมตะกั่ว แร่พลวงจะเพิ่มความแข็งให้ตะกั่ว โดยเฉพาะแบตเตอรี่สะสมไฟและปลอกหุ้มสายเคเบิล เช่น แบตเตอรี่กรดในรถยนต์และยานยนต์ทหาร
3. อุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก 4. อุตสาหกรรมพลาสติกและยาง 5. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ 6. อุตสาหกรรมด้านความมั่นคงและการทหาร 7. อุตสาหกรรมสิ่งทอและการแพทย์
มูลค่าของเหมืองแร่พลวงอยู่ที่ตลาดสารหน่วงไฟ แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมกลาโหม ซึ่งจีนมีเทคโนโลยีและสามารถครองตลาดการถลุงได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของโลก จึงเป็นที่ต้องการของตลาดจีนอย่างมากในปัจจุบัน
แหล่งข่าวระบุอย่างมั่นใจว่า บริษัทคนไทยที่ยื่นขออาชญาบัตรผูกขาดครั้งนี้ เป็นเพียงนอมินี และการอนุญาตให้สัมปทานมาจากภาครัฐที่ไม่สนใจปัญหาที่จะตามมาต่อประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด ขณะที่การทำประชาพิจารณ์ของชาวบ้านแก่ง ได้มีประกาศให้ทั้งตำบลเป็นพื้นที่ห้ามกลุ่มทุนหรือคนแปลกหน้าเข้ามาทำกิจกรรมเกี่ยวกับเหมืองแร่ในบ้านแก่งโดยเด็ดขาด

