สังคมกังขา ป.ป.ช. ทำคดีโกงสอบท้องถิ่นล่าช้าจนผู้ต้องหาหลุด ซ้ำส่งสัญญาณอาจตัดตอนคดีไม่ถึงนักการเมือง ตอกย้ำข้อครหาองค์กรอิสระไร้ความเป็นกลางและประสิทธิภาพในการทำงาน
คดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งควรเป็นบทพิสูจน์ความจริงจังของกระบวนการปราบปรามการทุจริต กลับกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบ เมื่อผู้ต้องหา 3 รายได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวระหว่างไต่สวน หลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยังไม่สามารถจัดทำสำนวนส่งฟ้องต่อศาลได้ทันกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
แต่สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมมากไปกว่านั้น คือท่าทีของ ป.ป.ช. ที่ส่งสัญญาณว่าคดีนี้อาจสาวไปไม่ถึงนักการเมือง จนเกิดคำถามตามมาว่า ข้อสรุปดังกล่าวตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่ชัดเจนแล้ว หรือเร็วเกินไปจนกลายเป็นการปิดประตูตรวจสอบผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ การที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แม้ ป.ป.ช. จะชี้แจงว่าได้รับสำนวนคดีจากหน่วยงานอื่นล่าช้า จึงมีเวลาจำกัดในการดำเนินการ
แต่คำถามสำคัญที่ยังค้างคาอยู่คือ เหตุใดหน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตจึงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลา และมีแนวทางอย่างไรที่จะไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะการได้รับสำนวนล่าช้าอาจเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ควรกลายเป็นคำอธิบายที่ทำให้คำถามเรื่อง
ประสิทธิภาพและความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐหายไป โดยเฉพาะคดีที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและความเป็นธรรมในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการ
สำหรับเป้าหมายของการปราบปรามการทุจริตไม่ใช่เพียงการนำผู้ต้องหาบางส่วนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็ว แต่ต้องตรวจสอบให้ถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับตามพยานหลักฐาน หากมีผู้กระทำผิดที่เป็นตัวการสำคัญหรือมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง ก็ต้องไม่ปล่อยให้บุคคลเหล่านั้นหลุดพ้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะการดำเนินคดีมีข้อจำกัดด้านเวลา ในทางกลับกัน การกล่าวหาบุคคลใดก็ต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่ตั้งข้อสงสัยแล้วสรุปว่ามีความผิดล่วงหน้า
แต่ประเด็นที่ทำให้คดีนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้น กลับไม่ใช่เพียงปัญหาการจัดทำสำนวนไม่ทัน หากเป็นท่าทีของ ป.ป.ช. ที่ระบุในทำนองว่าคดีอาจสาวได้ถึงแค่ระดับอธิบดีแต่ไม่ถึงนักการเมือง ถ้อยคำลักษณะนี้ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. กำลังประเมินจากพยานหลักฐานที่ตรวจสอบแล้ว
หรือกำลังส่งสัญญาณกำหนดขอบเขตของคดีไว้ล่วงหน้า ทั้งที่กระบวนการไต่สวนควรเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
หากการไต่สวนยังไม่สิ้นสุด การแสดงท่าทีว่าคดีอาจไปไม่ถึงบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ย่อมเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าองค์กรได้วางกรอบผลการตรวจสอบไว้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน เรื่องนี้จึงเป็นการสื่อสารที่ย่าสงสัย จะมีการช่วยเหลือกันแบบคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ หรือไม่
การประเมินคดีมีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย เอาผิดได้แค่อธิบดี ไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้องนั้น ต้องถามว่าตั้งอยู่บนหลักฐานใด และการไต่สวนยังเปิดกว้างสำหรับการตรวจสอบบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องหรือไม่ ไม่ใช่ทำให้สังคมรู้สึกว่ามีการตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นว่าคดีจะไปได้ไกลเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาที่ ป.ป.ช. ถูกบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นองค์กรอิสระที่มีความโน้มเอียงทางการเมือง หรือที่เรียกกันว่า “องค์กรอิสระสีน้ำเงิน” ท่าทีในคดีนี้ยิ่งกลายเป็นเชื้อไฟให้ข้อครหาดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาตอกย้ำ
ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงการที่ผู้ต้องหา 3 รายได้รับการปล่อยตัวตามข้อจำกัดของกฎหมาย แต่คือการที่สังคมต้องหันมาตั้งคำถามกับองค์กรผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเสียเองว่า จะสามารถขยายผลคดีไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับได้จริงหรือไม่ และจะพิสูจน์ความเป็นกลางของตนเองอย่างไร
คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นไม่ควรจบลงด้วยคำอธิบายเรื่องเวลาที่ไม่เพียงพอ หรือถ้อยคำที่ทำให้สังคมเข้าใจว่าการตรวจสอบอาจไปไม่ถึงนักการเมือง แต่ต้องจบลงด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าใครเกี่ยวข้อง ใครกระทำผิด และใครต้องรับผิดตามกฎหมาย เพราะหน้าที่ของ ป.ป.ช. ไม่ใช่การคาดการณ์ล่วงหน้าว่าคดีจะไปถึงใคร แต่เป็นการแสวงหาความจริงโดยปราศจากข้อยกเว้นทางการเมือง
หากองค์กรป.ป.ช. ไม่สามารถทำให้สังคมเชื่อมั่นในหลักการนี้ได้ ข้อครหาที่กำลังเผชิญอยู่ก็จะดังยิ่งขึ้น

