วันนี้อยากชวนมาดูเรื่องรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้าที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เตรียมเสนอของบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้รัฐบาล 200,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว ประมาณ 500 คัน
คิดเลขง่ายๆ เงิน 8,000 ล้านบาท หารด้วยรถ 500 คัน ตกคันละประมาณ 16 ล้านบาท!
นี่มัน “โคตรรถเกี่ยวข้าว”เลยนะ
“สุริยะ”ให้เหตุผลว่า ทุกวันนี้ค่าจ้างเกี่ยวข้าวเพิ่มจากไร่ละประมาณ 300 บาท เป็นเกือบ 500 บาท เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ถ้ามีรถเกี่ยวข้าว EV ที่ใช้พลังงานสะอาดเข้ามาช่วย ก็จะทำให้ชาวนาใช้บริการได้ฟรี และลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
ฟังดูแล้วเป้าหมายก็คือช่วยชาวนา แต่พอเป็นโครงการวงเงินระดับ 8,000 ล้านบาท คำถามที่ตามมาก็ต้องใหญ่ตามไปด้วย
รถ 500 คันนี้ จะกระจายไปอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนบริหาร ใครรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุง รถหนึ่งคัน จะให้บริการชาวนาได้กี่ไร่ ต่อฤดูกาล แล้วถ้าเครื่องเสียหรือแบตเตอรี่มีปัญหา ใครเป็นคนจ่าย
ที่สำคัญ เราต้องเปรียบเทียบด้วยว่า ถ้าใช้เงินจำนวนเดียวกัน ไปช่วยค่าจ้างเกี่ยวข้าวโดยตรง จะช่วยชาวนาได้กี่ครัวเรือน และวิธีไหนคุ้มค่ากว่ากัน
ทั้งหมดนี้ เป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้เคลียร์ ก่อนอนุมัติโครงการ ไม่ใช่เพียงบอกว่าจะช่วยประชาชนแล้วทุกคนต้องเห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ การเมืองภายในรัฐบาลผสม
อย่าลืมว่า เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เป็นกรอบเงินที่มีจำกัด แต่ละกระทรวงก็มีโครงการของตัวเองที่ต้องการเสนอขอรับการสนับสนุน และกระทรวงที่พรรคต่างๆ รับผิดชอบก็ย่อมมีความต้องการผลักดันนโยบายของพรรคตัวเอง
พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนหลักนั้น คุมกระทรวงสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน คมนาคม อุตสาหกรรม มีโอกาสที่จะชงโครงการ เกี่ยวกับการใช้พลังงานไฟฟ้า โซล่าร์เซล มากกว่ากระทรวงที่อยู่ในการกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย อย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ในกรณีนี้ “สุริยะ” มาจากพรรคเพื่อไทย และเป็นผู้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯ จึงจำเป็นต้องออกหน้าเสนอโปรเจกต์ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิล ไปเป็นพลังงานไฟฟ้า มันเลยเป็นที่มาของโครงการรถเกี่ยวข้าว EV 8 พันล้าน
ถ้ามองในเชิงการเมือง พรรคเพื่อไทย ย่อมต้องการให้กระทรวงที่ตัวเองดูแลมีผลงานเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคแกนนำรัฐบาลเป็นฝ่ายผลักดันโครงการใหญ่ๆ ใช้งบก้อนโต อยู่ฝ่ายเดียว
เพราะฉะนั้น การเสนอขอเงิน 8,000 ล้านบาทครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร แต่ยังเป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ภายในรัฐบาลที่ต้องมีการพิจารณาร่วมกัน
แต่บังเอิญประจวบเหมาะกับตอนนี้ ฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปแล้ว มีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายถึง 18 คน รอเพียงกำหนดวันอภิปรายเท่านั้น
เรื่องจึงถูกนำมาโยงว่า โครงการรถเกี่ยวข้าว 8 พันล้าน จะถูกนำมาใช้เป็นข้อต่อรองในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่
แม้จะไม่มีหลักฐาน และพูดได้ไม่เต็มปากว่างบ 8 พันล้าน จะถูกนำไปแลกเสียงโหวต...แต่รูปการณ์มันก็ชวนให้คิด!
เพราะการเมืองแบบรัฐบาลผสม ย่อมมีทั้งเรื่องนโยบาย ผลงาน และการรักษาเสียงสนับสนุน เป็นเรื่องที่อยู่ในสมการเดียวกัน
ยิ่งรัฐบาลมีเงินกู้ก้อนใหญ่ที่ต้องแบ่งให้หลายกระทรวง การจัดสรรเงินก็ยิ่งต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องทั่วถึง
ดังนั้น จึงอยากฝากคำถามไว้ให้คิดสัก สาม ข้อ
หนึ่ง โครงการรถเกี่ยวข้าว EV วงเงิน 8,000 ล้านบาท มีการศึกษาความคุ้มค่าอย่างไร และเปิดเผยตัวเลขให้ประชาชนตรวจสอบ ได้หรือไม่
สอง รัฐบาลมีหลักเกณฑ์จัดสรรเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ระหว่างกระทรวงต่างๆ อย่างไร เพื่อให้ทุกโครงการแข่งขันกันด้วยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ไม่ใช่ด้วยอำนาจต่อรองของพรรคการเมือง
สาม หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะยืนยันได้อย่างไรว่า การพิจารณางบประมาณ กับการตัดสินใจทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน
ท้ายนี้ ถ้ารถเกี่ยวข้าว 500 คัน ช่วยชาวนาได้จริง ก็ไม่มีใครควรขัดขวางโครงการ เพียงเพราะคนเสนอมาจากพรรคไหน
แต่ถ้าจะใช้เงินประชาชนถึง 8,000 ล้านบาท รัฐบาลก็ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า โครงการนี้คุ้มค่า มีแผนบริหารจัดการชัดเจน และผ่านการพิจารณาอย่างโปร่งใส
เพราะเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ไม่ใช่เงินของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เงินของภูมิใจไทย และไม่ใช่เงินของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง
แต่มันคือ ภาระทางการเงินของประเทศ ที่ประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ

