ไม่เอา “ปฏิทิน” เอา “ปฏิรูปประกันสังคม” ฉายชัดผ่านผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้านำโด่งทิ้งห่าง"กลุ่มพลังแรงงาน" นำโดยนายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ชนิดที่ว่าเหนือความคาดหมายของสิงห์เฒ่าเก๋าเกม
การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างท่วมท้น โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนถึง 331% แบ่งเป็นฝั่งผู้ประกันตนที่ออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 330% และฝั่งนายจ้างที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เกือบ 9,000 ราย หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึง 512%
การออกมาใช้สิทธิอย่างถล่มทลาย ร่วมกับผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้านำโด่งทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง สะท้อนว่าจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างยิ่งของระบบประกันสังคมได้มาถึงแล้ว
หากจะวิเคราะห์ว่าทำไมชัยชนะถึงเป็นของทีมประกันสังคมก้าวหน้า คำตอบคงเป็นเพราะว่าทีมก้าวหน้าชูจุดขายเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างกองทุน การเพิ่มสิทธิประโยชน์ การบริหารเงินกองทุนอย่างโปร่งใส และการตรวจสอบความคุ้มค่าของการลงทุน รวมถึงการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกันตนระดับฐานรากและวัยทำงานตระหนักว่า "เงินสมทบทุกบาทคือเงินของตนเอง" และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
ในทิศทางตรงกันข้าม การที่ทีมของนายพนัส ไทยล้วน ซึ่งเป็นตัวแทนผู้นำแรงงานรุ่นเก๋า ยึดสภาองค์การลูกจ้างเป็นฐานที่มั่นมานมนาน มีคะแนนตามหลังอย่างเห็นได้ชัดสะท้อนถึงการถดถอยของ "เครือข่ายแรงงานแบบดั้งเดิม" ที่เริ่มหมดพลัง การพึ่งพาฐานเสียงจากสหภาพแรงงานในโรงงาน ไม่สามารถสู้กับการปลุกกระแสและสร้างส่วนร่วมในวงกว้างผ่านสื่อดิจิทัลได้อีกต่อไป
ยิ่งนายพนัส ชูประเด็น “เด็กอมมือ” และชูประเด็นสกัดกั้นพรรคการเมืองเข้ามาฮุบกองทุน แต่ผู้ประกันตนส่วนใหญ่กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ปฏิรูปกองทุนขนานใหญ่ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ระบบบริหารแบบเดิมคงอยู่ และตอกย้ำอีกครั้งว่าผู้ประกันตน “ไม่เอาปฏิทิน”
อีกปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามเป็นอันขาดก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้นายจ้างและลูกจ้างมองภาพเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งการที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถทำคะแนนนำได้ทั้งในฝั่งผู้ประกันตน (ลูกจ้าง) และ ฝ่ายนายจ้าง สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องร่วมกันว่าปัญหาใหญ่ของกองทุนประกันสังคมคือ ปัญหาเสถียรภาพและการบริหารจัดการที่ไม่ยืดหยุ่น
ขณะเดียวกัน ทั้งนายจ้างยุคใหม่และลูกจ้าง ต่างต้องการระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาล และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับสังคมสูงวัยของไทย
ที่สำคัญ การออกมาใช้สิทธิอย่างถล่มทลาย ยังบ่งบอกว่าผู้ประกันตนต้องการใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้งเพื่อกำหนดสวัสดิการ และอนาคตของตนเอง ซึ่งจะส่งแรงกดดันโดยตรงไปยังกระทรวงแรงงานและฝั่งข้าราชการประจำต้องทำงานด้วยความโปร่งใสและตอบสนองต่อผู้ประกันตนมากขึ้น
เปิด 4 การเปลี่ยนแปลงใหญ่ หากทีมก้าวหน้ากวาดเรียบ
หาก ทีมประกันสังคมก้าวหน้า สามารถกวาดชัยชนะและคว้าที่นั่งบอร์ดประกันสังคมได้ทั้งหมดทั้งใน ฝั่งลูกจ้าง (ผู้ประกันตน 7 ที่นั่ง) และ ฝั่งนายจ้าง (7 ที่นั่ง) รวมเป็น 14 ที่นั่งจากเสียงบอร์ดทั้งหมด จะถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
อันดับแรกสุดคือ การครองเสียงส่วนใหญ่ในบอร์ด ลดทอนอำนาจฝั่งข้าราชการ เสียงจากฝั่งรัฐจะถูกทะลุทะลวง เนื่องจากบอร์ดประกันสังคมแบบไตรภาคี มีทั้งหมด 21 เสียง (ฝ่ายนายจ้าง 7, ฝ่ายลูกจ้าง 7 และข้าราชการประจำ 7 เสียง) ที่ผ่านมา ฝ่ายข้าราชการมักประสานเสียงกับกรรมการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อคุมทิศทาง นโยบาย หรือชะลอเรื่องสำคัญ
ดังนั้น หากฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเป็นทีมก้าวหน้าทั้งหมด คือ 14 เสียง จะทำให้ฝ่ายตัวแทนประชาชนและสถานประกอบการคุมเสียงเกิน 2 ใน 3 ของบอร์ดส่งผลให้ข้าราชการประจำหรือกระทรวงแรงงานไม่สามารถใช้เสียงปัดตกหรือชะลอนโยบายสำคัญได้อีกต่อไป
อันดับสอง ถัดมาคือ การเปิดฉาก "ปฏิรูปโครงสร้าง สปส." ออกนอกระบบราชการ
นั่นคือ การเปลี่ยน สปส. เป็นองค์การมหาชน/องค์กรอิสระ ซึ่งธงนำที่เป็นนโยบายหลักของทีมก้าวหน้าคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมแยกตัวออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักล้านล้านบาท ให้หลุดพ้นจากระเบียบกระทรวงที่อุ้ยอ้าย
นอกจากนั้น ยังต้องจับตาไปยังการยกเลิกระบบประธานบอร์ดโดยตำแหน่ง เพราะทีมก้าวหน้า ย่อมออกแรงผลักดันให้บอร์ดเลือกประธานกันเอง แทนที่จะให้ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานโดยตำแหน่งโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างความเป็นอิสระทางนโยบายอย่างแท้จริง
อันดับสาม การยกระดับการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนอย่างโปร่งใส เนื่องจากเรื่องนี้เป็นธงนำของทีมก้าวหน้า ดังนั้นจึงคาดหมายได้ว่ากองทุนจะถูกบังคับให้เปิดเผยพอร์ตการลงทุน ยอดผลตอบแทน รายชื่อบริษัท หรือสินทรัพย์ที่ สปส. นำเงินไปลงทุนอย่างละเอียดและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลประโยชน์ทับซ้อน รวมไปถึงปรับพอร์ตยกระดับผลตอบแทน มุ่งเน้นการลงทุนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนประกันสังคมเข้าสู่ภาวะเสี่ยงล้มละลายหรือขาดสภาพคล่องในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
อันดับสี่ การปฏิรูปสิทธิประโยชน์เชิงรุกทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยฝั่งผู้ประกันตน จะเดินหน้าเรื่องการเร่งสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบใหม่ให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น การขยายสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น สิทธิทันตกรรม การพัฒนายาและสิทธิการรักษาให้เท่าเทียมกับบัตรทอง/สิทธิข้าราชการ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย รวมถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์เด็ก สิทธิลาคลอด และชดเชยการลาดูแลคนในครอบครัว
ส่วนฝั่งนายจ้าง จะเน้นการปรับลดขั้นตอนและภาระงานธุรการที่ซับซ้อน ปรับระบบดิจิทัลในการนำส่งเงินสมทบ และสร้างสมดุลในการเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ไม่กลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เกินรับได้ของสถานประกอบการ โดยเน้นการดึงผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนมาจ่ายสวัสดิการเพิ่ม แทนการขึ้นอัตราเงินสมทบ
จุดเริ่มต้นช่วงชิงอำนาจ “บอร์ดใหม่” กับ “ฝ่ายการเมือง”
ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หากทีมก้าวหน้ากวาดเรียบทั้งบอร์ดฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งการที่บอร์ดประกันสังคมมีเอกภาพและแข็งแกร่งอาจเกิดแรงปะทะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และฝ่ายข้าราชการประจำ ในเรื่องอำนาจการอนุมัติกฎกระทรวง หรือการแต่งตั้งและถอดถอนผู้บริหาร อย่างเช่น เลขาธิการ สปส.
และยังมีประเด็นที่น่าจับตาว่าหลายเรื่องที่บอร์ดก้าวหน้าเสนอ เช่น การแก้ไข พ.ร.ฎ. หรือกฎกระทรวง ซึ่งต้องได้รับการลงนามเห็นชอบจากฝ่ายการเมือง ดังนั้นชัยชนะในการเลือกตั้งบอร์ดจะกลายเป็นการเปิดสนามต่อสู้เชิงนโยบายกับฝ่ายบริหารประเทศโดยตรง
แม้ว่านายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน จะออกมาโพสต์แสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้คว้าชัยชนะเลือกตั้งประกันสังคม และหวังบอร์ดชุดใหม่จะร่วมขับเคลื่อน สปส. เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ ยืนยัน กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนและทำงานด้วยอย่างเต็มที่ ก็ตามที
การชนะขาดทั้งสองฝั่งของทีมก้าวหน้า จึงเปรียบเสมือน "การยึดกุมทิศทางนโยบายกองทุนประกันสังคม" และกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปสวัสดิการของคนทำงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว.

