xs
xsm
sm
md
lg

ฉะเชิงเทราน้ำท่วมขังนานเน่าเหม็นทั้งจังหวัด ชลประทานเร่งสูบลงบางปะกง แจงปมม็อบบุกปิดถนนค้านเสริมคันดิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ฉะเชิงเทรา – น้ำท่วมขังนานเริ่มเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นหลายพื้นที่ ชลประทานเร่งเดินเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่องระบายลงแม่น้ำบางปะกง ยอมรับต้องเร่งระบายน้ำเสียออกไปพร้อมกันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย แจงปมชาวบ้านกว่า 40 คนชุมนุมปิดถนนเลียบคลองท่าไข่-บางขนาก ค้านเสริมคันดิน หลังรับข้อเรียกร้องหยุดเสริมคันและเปิดทางให้น้ำไหลเข้าตามระบบปกติ ย้ำต้องรักษาแนวคันกั้นน้ำปกป้องตัวเมืองและใช้เป็นเส้นทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันนี้( 9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีสูบระบายน้ำประตูน้ำท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่ชลประทานเร่งเดินเครื่องสูบน้ำทั้ง 4 เครื่องเต็มกำลัง เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง หลังหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ส่งผลให้น้ำในคลองและทางน้ำหลายสายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ บางจุดขุ่นข้นจนเกือบดำสนิท พร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่าตามกระแสลม ขณะที่น้ำที่สูบระบายออกจากสถานีมีสีดำขุ่นข้นอย่างเห็นได้ชัด

นายณัฐวุฒิ สินธุวงษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่เนื่องจากน้ำเอ่อท่วมทุ่งและขังเป็นเวลานาน จึงเกิดการเน่าเสีย วิธีแก้ปัญหาที่จำเป็นคือเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องระบายน้ำเสียออกไปพร้อมกัน

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หากหยุดหรือปิดกั้นการระบายน้ำเพียงเพราะกังวลเรื่องน้ำเสีย จะยิ่งทำให้การแก้ไขสถานการณ์ล่าช้า ขณะนี้หลายจุดประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกบ้านได้แล้ว รวมถึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรได้ เมื่อระบายน้ำเก่าออกไปและมีน้ำดีไหลเข้ามาทดแทน ปัญหาน้ำเสียจะค่อย ๆ ลดลง นอกจากนี้ หากระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงเอื้ออำนวย ยังสามารถรับน้ำดีเข้ามาช่วยเจือจางและชะล้างน้ำเสียในพื้นที่ที่ยังมีน้ำขังได้

ส่วนกรณีมีกลุ่มชาวบ้านกว่า 40 คน รวมตัวชุมนุมกางเต็นท์ปิดถนนเลียบคลองชลประทาน สายท่าไข่-บางขนาก บริเวณหมู่ 2 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้หยุดเสริมคันดินและเปิดทางให้น้ำจากแม่น้ำบางปะกงไหลเข้าสู่พื้นที่ด้านนอกแนวคันกั้นน้ำ นายณัฐวุฒิระบุว่า เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำบางปะกง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่การเสริมคันดินมีเหตุผลด้านการป้องกันพื้นที่ชั้นในจากมวลน้ำที่อาจไหลทะลักเข้ามา

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิตกล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเสนอข้อเรียกร้องหลัก 2 ข้อ ได้แก่ ให้หยุดเสริมคันกั้นน้ำทันที และขอให้ระบายน้ำจากฝั่งแม่น้ำเข้ามายังพื้นที่ด้านในบ้าง เพื่อลดระดับความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่นอกแนวคันคลอง โดยทางชลประทานรับข้อเสนอข้อแรกและหยุดการเสริมคันดินทันทีหลังการชุมนุม พร้อมถอนเครื่องจักรและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์กลับที่ตั้งแล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการระบายน้ำเข้าพื้นที่ด้านใน ชลประทานได้ขอให้เป็นไปตามระบบปกติของคลองและประตูระบายน้ำ โดยให้น้ำสามารถล้นผ่านสันบานประตูเข้ามาได้ตามสภาพ พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้มีการทำลายคันกั้นน้ำเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลบ่าเข้ามาโดยตรง เพราะอาจทำให้ไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ และเสี่ยงเกิดน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่อย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายได้ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว และชลประทานเริ่มดำเนินการตามข้อตกลงแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.

นายณัฐวุฒิย้ำว่า ถนนเลียบคลองชลประทานสายดังกล่าวมีเจตนารมณ์หลักในการใช้เป็นแนวคันป้องกันน้ำท่วม ตามโครงการที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2430 โดยมีภารกิจสำคัญในการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยเฉพาะเขตตัวเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และหากมวลน้ำไหลผ่านตัวเมืองลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง ก็อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ ถนนบนแนวคันคลองยังเป็นเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้สะดวกขึ้น ทั้งการลำเลียงอาหาร ยารักษาโรค และเวชภัณฑ์ ตลอดจนการนำผู้ป่วยออกจากพื้นที่น้ำท่วมส่งโรงพยาบาล รวมถึงเป็นเส้นทางให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเดินทางเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“ชลประทานไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นทางเข้าออกหรือปล่อยให้ประชาชนต้องติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม แต่ในภาวะวิกฤตที่น้ำมาเร็วและรุนแรง จำเป็นต้องรักษาแนวคันกั้นน้ำไว้ก่อน เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะดำเนินการรื้อคันดินส่วนที่เสริมขึ้นออกไป พร้อมจัดทำบันไดกระสอบทรายเพื่อให้ประชาชนสามารถขึ้นลงและเข้าออกบ้านได้สะดวกขึ้น” นายณัฐวุฒิกล่าว