คดีโกงสอบท้องถิ่นที่ตอนแรกประโคมข่าวกันใหญ่โต วันนี้มันกำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคมว่า ตกลงรัฐบาลกำลังปราบขบวนการโกงสอบ หรือกำลังรอให้เรื่องมันเงียบไปเอง ?
เพราะวันแรกที่เปิดคดี ภาพที่ประชาชนได้รับรู้ คือ เรื่องใหญ่มาก มีการกล่าวหาว่ามีการแก้คะแนนสอบ ผู้สมัครหลายพันคน ถูกตรวจพบความผิดปกติ มีการจับกุมผู้ต้องหา และมีการพูดถึงความเสียหายระดับมหาศาล
แต่วันนี้ ผ่านมาแล้วหลายเดือน ผู้ต้องหาชุดแรก 3 คน ก็ถูกปล่อยตัว เพราะกระบวนการส่งฟ้องไม่ทันกรอบการฝากขัง
และที่สำคัญกว่านั้นคือ เราก็ยังไม่เห็นภาพชัดๆ ว่า แล้วคนที่อยู่เหนือ 3 คนนี้ อยู่ตรงไหน มีใครบ้าง ?
คนที่แก้คะแนนอยู่ตรงไหน คนที่สั่งแก้คะแนนอยู่ตรงไหน คนที่เปิดประตูให้ข้อมูลถูกแก้ไขอยู่ตรงไหน รวมทั้งคนที่ได้ประโยชน์จากการโกงครั้งนี้อยู่ตรงไหน ?
เพราะการจับคนสามคน อาจเป็นแค่การจับ “ปลายสาย”
เรื่องใหญ่ระดับนี้ มันต้องเป็นขบวนการ ดังนั้นเราต้องตามสายไปให้ถึงต้นทาง
ที่น่าตั้งคำถามอีกเรื่องก็คือ หลักฐานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือกระดาษคำตอบตัวจริง
ถ้าสงสัยว่าคะแนนถูกแก้ คำถามมันง่ายมาก ... กระดาษคำตอบจริงของผู้สมัครคนนั้น ทำได้กี่คะแนน แล้วคะแนนในระบบ เป็นกี่คะแนน
ถ้ากระดาษจริงกับคะแนนในระบบไม่ตรงกัน ก็ต้องถามต่อว่า ใครแก้ แก้เมื่อไหร่ และ แก้จากตรงไหน
แต่ถ้าจนถึงวันนี้ ยังมีข้ออ้างว่าไม่มีงบประมาณ หรือไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมด
ประชาชน ก็ย่อมถามว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเลขที่กำลังใช้ตรวจสอบกันอยู่นั้น เป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้ตั้งแต่ต้น?!
เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสอบธรรมดา แต่มันคือการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการท้องถิ่น
ถ้าคนที่ทำข้อสอบไม่ได้ กลับได้คะแนน ภ้าคนที่ส่งกระดาษเปล่ากลับสอบผ่าน ถ้าคะแนนของใครบางคนถูกแก้จนสามารถเข้าไปรับราชการได้
อย่างนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนโกงสอบแล้ว แต่มันคือคำถามว่า ระบบราชการของเรา ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
และอีกเรื่องที่ต้องถามกันตรงๆ ก็คือ คนที่ถูกพาดพิงถึงในระดับผู้บังคับบัญชา นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจนั้น
ถ้ามีชื่อปรากฏในข้อมูล หรือคำกล่าวอ้าง แม้ไม่ควรรีบสรุปว่าเขาผิด แต่ก็ไม่ควรทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มันต้องตรวจ ตรวจให้หมด ใครเกี่ยวก็ตรวจ ไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯ ข้าราชการระดับสูง ภรรยาข้าราชการระดับสูง ที่ปรึกษษนายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกพาดพิงถึง
ตรวจแล้วเอาหลักฐานออกมาชี้แจงให้ประชาชนเห็น เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่การกล่าวหานักการเมือง
แต่ต้องการเห็นว่าผู้นำรัฐบาลที่พร่ำบอกว่า ต้องทำตามกฎหมายนั้น จริงๆแล้วกฎหมายใช้กับทุกคนเหมือนกันหรือไม่
ตรงจุดนี้แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล
เพราะบุคคลที่ถูกพาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการกำกับดูแล หลายคนก็เป็นคนที่อยู่ในระบบอำนาจของรัฐบาล
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลบอกว่า “เอาจริง” ประชาชนก็อยากเห็นว่า เอาจริงกับคนของตัวเองด้วยหรือเปล่า?
หรือถ้าเป็นคนของฝ่ายอื่น เราตรวจเต็มที่ แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจเดียวกัน แล้วสุดท้ายเรื่องค่อยๆ เงียบ ผู้ต้องหาถูกปล่อย คดีไม่เดิน หลักฐานสำคัญยังไม่ได้ตรวจ และไม่มีความคืบหน้าไปถึงต้นตอ
ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นี่คือการตรวจสอบอย่างจริงจัง หรือเป็นการปล่อยให้เรื่องมันหมดกระแสไปเอง?
เพราะเรื่องนี้มันมีคนโกงแน่ๆ ขนาดนายกรัฐมนตรี ก็ยังเคยพูดเองว่า... “มาโกงบนหัวผม ผมไม่เอาไว้แน่”
คำพูดนี้ ประชาชนจำได้ แต่วันนี้ประชาชน ไม่ได้ต้องการฟังคำประกาศแล้ว ประชาชนต้องการเห็นว่า ใครผิด ถูกดำเนินคดี ใครไม่ผิด มีหลักฐานยืนยัน ใครอยู่เบื้องหลัง ถูกสาวไปถึง และ หลักฐานสำคัญ ถูกตรวจจนสิ้นข้อสงสัย
แต่ถ้าสุดท้ายจับได้แค่ 3 คน แล้ว 3 คนนั้น ก็หลุดออกจากการควบคุม คนที่คะแนนผิดปกติ ยังไม่มีคำตอบกระดาษคำตอบจริง ยังไม่ได้ถูกตรวจจนสิ้นข้อสงสัย คนที่ถูกพาดพิงในระดับบน ยังไม่มีคำตอบต่อสังคม
แล้วเรื่องก็ค่อยๆ หายไปจากหน้าข่าว
คำถามสุดท้ายมันจะเหลืออยู่คำถามเดียวว่า ... หรือสุดท้ายแล้ว คดีนี้จะไม่ได้จบเพราะไขคดีได้ แต่จะจบเพราะประชาชนเลิกถาม
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การโกงสอบครั้งที่ผ่านมา แต่คือคนที่จะโกงสอบครั้งต่อไป อาจมองว่า
“ทำไปเถอะ เดี๋ยวเรื่องก็เงียบเอง”
และถ้ารัฐปล่อยให้สังคมเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาได้ ต่อให้ประกาศว่า “ปราบโกง” อีกกี่ครั้ง ประชาชนก็ย่อมถามกลับว่า... แล้วครั้งที่แล้วล่ะ…ทำไมยังไม่จบ?!

