ที่ ยฝด/คด/๙
๙ ตุลาคม ๒๕๖๙
เรื่อง ขอให้ยุติการดำเนินการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร
เรียน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๒(๒) ได้บัญญัติให้ รัฐต้องจัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับ และบังคับผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ขึ้นใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๐๙ และมาตรา ๑๑๑ ได้บัญญัติให้กฎกระทรวงให้ใช้ผังเมืองรวมที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ยังมีผลใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ใช้บังคับผังเมืองรวมในพื้นที่เดียวกัน นั้น
ต่อมา คณะกรรมการผังเมืองได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ ให้ผังเมืองรวมที่ยังไม่ได้เสนอและได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมืองต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ กรุงเทพมหานครได้จัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามกระบวนการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ และอยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ ขณะอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครั้งที่ ๔ และอยู่ในระหว่างขั้นตอนที่ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดของผังเมือง ภายใน ๙๐ วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ ซึ่งพวกเราไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวต่อไปด้วยเหตุผลดังนี้
๑.ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๖ และมาตรฐานการวางและการจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖
ในการจัดทำผังเมืองตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ คำนิยามว่า “การผังเมือง “ ได้กำหนดหลักการเป็นนิยามดังต่อไปนี้
“มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“การผังเมือง” หมายความว่า การวาง จัดทำ และการดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองในระดับต่างๆ สำหรับเป็นกรอบชี้นำการพัฒนาทางด้านกายภาพในระดับ ประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเมือง ระดับชนบท และพื้นที่เฉพาะควบคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเมือง บริเวณที่เกี่ยวข้อง หรือชนบทให้มีหรือทำให้ดียิ่งขึ้นซึ่งสุขลักษณะ ความสะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและ การขนส่ง ความปลอดภัยของประชาชน สวัสดิภาพของสังคม การป้องกันภัยพิบัติ และการป้องกัน ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อส่งเสริมการเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เพื่อดำรงรักษา หรือบูรณะสถานที่และวัตถุที่มีประโยชน์หรือคุณค่าในทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์หรือ โบราณคดี หรือบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศที่งดงามหรือมีคุณค่าใน ทางธรรมชาติ...”
การจัดทำผังเมืองจึงเป็นการจัดทำและดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองในระดับต่างๆ สำหรับเป็นกรอบการชี้นำการพัฒนาทางด้านกายภาพในระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเมือง ระดับชนบท และพื้นที่เฉพาะควบคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การจัดทำต้องอยู่ภายใต้หลักการของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๘ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา ๘ ผังเมืองตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่
(๑) ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ คือ การกำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ของ การพัฒนาประเทศในด้านการใช้พื้นที่เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ แบ่งเป็นสามประเภท ดังต่อไปนี้
(ก) ผังนโยบายระดับประเทศ
(ข) ผังนโยบายระดับภาค
(ค) ผังนโยบายระดับจังหวัด
(๒) ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือ การกำหนดกรอบแนวทางและแผนงานการใช้ ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดเพื่อการพัฒนาเมืองและการดำรงรักษาเมือง บริเวณที่เกี่ยวข้อง และ ชนบท แบ่งเป็นสองประเภท ดังต่อไปนี้
(ก) ผังเมืองรวม
(ข) ผังเมืองเฉพาะ ...”
บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๘ ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ผังเมืองแบ่งเป็นสองประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเป็นการหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศในด้านการใช้พื้นที่ในระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด และประเภทที่ ๒ ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเป็นผังกำหนดกรอบแนวทางและแผนงานการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการพัฒนาเมืองและการดำรงรักษาเมืองในระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท โดยก่อนที่จะมีการจัดทำผังเมืองดังกล่าวทั้งสองประเภทขึ้น หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำผังเมืองต้องดำเนินการตาม “ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง” ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองจัดทำขึ้นที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้วตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๗ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการผังเมือง ได้จัดทำ “ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง” ขึ้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๕ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองได้ออก “ประกาศคณะกรรมการนโยบายการผังเมือง เรื่อง ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมืองดังกล่าว พ.ศ. ๒๕๖๖ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖” (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๐ ตอนพิเศษ ๖๓ ง วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖) ในข้อ ๑.๑ ย่อหน้าที่ ๖ ได้กำหนดหลักการการจัดทำผังเมืองก่อนและหลังไว้ว่า
“...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กําหนดแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ในมาตรา ๗๒(๒) ดังนี้ “จัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้ง พัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่” อันเป็นที่มาของภารกิจ ด้านการผังเมืองซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้ “การผังเมือง” เป็นกรอบในการวางผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด แล้วให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการภายใต้กรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ในด้านการใช้พื้นที่นั้น และส่งต่อไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบของผังกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบด้วย ผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ อันเป็นแนวทางและแผนงานการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด เพื่อการพัฒนาทางด้านกายภาพและการดํารงรักษาเมืองที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...”
หลักการดังกล่าวใน “ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง” แสดงให้เห็นลำดับการจัดทำผังเมือง ต้องมีกรอบในการวางผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบของผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งประกอบด้วย ผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ และเมื่อมี “ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง” แล้วการวางและจัดทำผังเมือง ต้องเริ่มจาก “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับประเทศ” แล้วจึงจัดทำ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับภาค” และ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับจังหวัด” ตามลำดับ โดยผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัดจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับภาค ตามที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ได้บัญญัติว่า
“...มาตรา ๑๑ การวางและจัดทำผังนโยบายระดับจังหวัดจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับ ผังนโยบายระดับภาค ส่วนการวางและจัดทำผังนโยบายระดับภาคจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับ ผังนโยบายระดับประเทศ
มาตรา ๑๒ เมื่อได้มีการประกาศผังนโยบายระดับประเทศ ผังนโยบายระดับภาค หรือ ผังนโยบายระดับจังหวัด ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้เป็นไปตามผังนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐด้วย...”
นอกจากนี้เมื่อมีการประกาศ ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง ๓ ระดับ แล้ว กรมโยธาธิการและผังเมืองและองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผังเมือง ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เป็นไปตามผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง ๓ ระดับดังกล่าว ซึ่งอำนาจหน้าที่ในกรณีนี้หมายถึงการดำเนินการพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ คือต้องไปดำเนินการออก “ผังเมืองรวม” หรือ “ผังเมืองเฉพาะ” ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้ง ๓ ระดับ ด้วย โดยการจัดทำ “ผังเมืองรวม” หรือ “ผังเมืองเฉพาะ” ในพื้นที่ที่อยู่อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นๆ และยังต้องปฏิบัติในการดำเนินการจัดทำผังเมืองรวมยังต้องสอดคล้องกับ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับภาค” และ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๕ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“...มาตรา ๒๕ การวางและจัดทำผังเมืองรวมจะต้องสอดคล้องกับผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด ต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด...”
สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนดตามมาตรา ๒๕ ดังกล่าว นั้น คณะกรรมการผังเมืองได้จัดทำมาตรฐานการวางและการจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖ เมื่อราวเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ เพื่อใช้เป็นกรอบมาตรฐานการจัดทำผังเมืองรวมทั้วประเทศ ซึ่งในบทที่ ๑ ที่มาและความสำคัญ ได้กำหนดไว้ว่า
“...กรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทํามาตรฐานการวางและจัดทําผังเมืองรวม เพื่อให้การวางและจัดทําผังเมืองรวมเป็นไปตามมาตรฐานที่มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการจัดทําเกณฑ์และมาตรฐานผังเมืองรวมและแก้ไขปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกณฑ์และมาตรฐานการวางและจัดทําผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๓๙ เกณฑ์และมาตรฐานการวางและจัดทําผังเมืองรวม ฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ. ๒๕๔๔ จนถึงเกณฑ์และมาตรฐานผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๔๔ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ขึ้นใช้บังคับ แทนพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และได้เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญบางประการซึ่งมีผลต่อ การดําเนินงานด้านการผังเมืองโดยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กําหนดให้มีการวางและจัดทําผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ โดยประกอบด้วยผังนโยบายระดับ ประเทศ และผังนโยบายระดับภาค ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ และผังนโยบายระดับจังหวัด ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมือง และใช้ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวเป็นกรอบกํากับการวางและจัดทําผังเมืองรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางและจัดทําผังเมืองรวม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมืองจังหวัด ด้วยขั้นตอนการวางและจัดทําตลอดจนองค์ประกอบของผังเมืองรวมที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับ พัฒนาการด้านวิชาการ หลักการ แนวความคิด และวิธีการด้านการผังเมือง ตลอดจนแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้ดําเนินการแก้ไข ปรับปรุงมาตรฐานผังเมืองรวม เพื่อให้การวางและจัดทําผังเมืองรวมเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ...”
หลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๒(๒) พระราช บัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๒๕ ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๖ และมาตรฐานการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖ ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า หลักการของกฎหมายประสงค์ให้การจัดทำผังเมืองรวมหรือผังเมืองเฉพาะต้องเป็นไปกรอบนโยบายกำกับตามที่ถูกกำหนด ผังนโยบายการใช้ที่ดินระดับประเทศ ผังนโยบายการใช้ประโยน์ในที่ดินระดับภาค และผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด
จากการตรวจสอบข้อมูลของการจัดร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่พบว่า สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ได้ประเมินผลการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ แล้วเสนอให้มีการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ปรับปรุงครั้งที่ ๔) ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และคณะกรรมการผังเมืองได้ให้ความเห็นให้กรุงเทพมหานครดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๔) ในคราวประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๑ แต่ต่อมา เมื่อพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ การดำเนินการจัดทำผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานครก็ยังดำเนินการอยู่ตามมติคณะกรรมการผังเมือง ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นผลมาจากบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑๐ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“...มาตรา ๑๑๐ บรรดาผังเมืองรวมหรือผังเมืองเฉพาะที่อยู่ระหว่างดำเนินการวางและจัดทำตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การดำเนินการต่อไปสำหรับการนั้นให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนดโดยไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้..”
แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดทำผังเมืองรวมดังกล่าวของกรุงเทพมหานคร ตามมติของคณะกรรมการผังเมือง ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ และมีความขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๕ บัญญัติให้การจัดทำผังเมืองรวมต้องสอดคล้องกับผังนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินระดับภาคและผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด ซึ่งขณะนี้ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จและอยู่ในระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน การจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครดังกล่าวที่อยู่ในขั้นตอนการยื่นคำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดของผังเมืองรวม(๙๐ วัน) ซึ่งเป็นขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในขั้นตอนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ ๔) ก่อนการเสนอต่อคณะกรรมการผังเมืองเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนการประกาศใช้ จึงเป็นการจัดทำผังเมืองรวมที่ไม่มีกรอบนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เนื่องด้วยผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับประเทศ ยังไม่ได้ประกาศใช้ ผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับภาคและผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด ยังอยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น การดำเนินการในการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครจึงเป็นจัดทำผังเมืองรวมที่ปราศจากกรอบนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินในทุกระดับ จึงเป็นขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๕
นอกจากนี้การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่เป็นไปตาม ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๙ การวางและจัดทำผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามมาตรา ๘ (๑) และ ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา ๘ (๒) ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ โดยให้คำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ในผังแต่ละประเภท และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยวิธีการที่หลากหลายและทั่วถึง โดยมีข้อมูล เพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ประชาชนหรือชุมชน
การวางและจัดทำผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามมาตรา ๘ (๑) และผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา ๘ (๒) ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองประสานการดำเนินการกับหน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ...”
คณะกรรมการผังเมืองได้ออกประกาศคณะกรรมการผังเมือง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๕ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๕ ความคิดเห็น แต่การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของกรุงเทพมหานครให้ข้อมูลที่ซับซ้อนใช้เทคนิคในการทำความเข้าใจอย่างสูง ประชาชนไม่สามารถเข้าใจในประเด็นที่นำเสนอเเปิดโอกาสและเวลาให้แสดงความคิดเห็นน้อย มีการรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนที่เข้าร่วมเพียงประมาณ ๓ หมื่นคนเศษ คิดเป็นเพียงร้อยละไม่เกิน ๐.๖ ของจำนวนประชากรของกรุงเทพมหานคร ๕,๔๒๒,๕๖๘ คน (ข้อมูลทางสถิติล่าสุด(ยังไม่นับรวมประชากรแฝงที่มีประมาณ ๑๐-๑๘ ล้านคน)) ไม่มีการชี้แจงผลให้ประชาชนทราบถึงกระทบและแนวทางการเยียวยาแก่ประชาชนจากโครงการหรือการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งไม่อาจได้ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำผังเมืองที่ต้องคำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ในผังแต่ละประเภท และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยวิธีการที่หลากหลายและทั่วถึง โดยมีข้อมูล เพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ประชาชนหรือชุมชน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙
อนึ่ง การจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่และในเรื่องการจัดการการใช้ประโยชน์ในที่ดินของกรุงเทพมหานครในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมมลพิษทางน้ำและอากาศ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในจังหวัดปริมณฑลที่รายล้อมอยู่กับรอยต่อของเขตกรุงเทพมหานครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่รอยต่อของเขตกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในปริมณฑลด้วย จึงจะชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙
ด้วยเหตุผลที่การจัดทำร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ไม่ชอบด้วยพระราช บัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๑๑๐ ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๖ และมาตรฐานการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖ พวกเราจึงให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดำเนินการยกเลิกการจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ และให้เริ่มจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครใหม่เมื่อมีการบังคับใช้ผังนโยบายการใช้ที่ดินระดับประเทศ ผังนโยบายการใช้ประโยน์ในที่ดินระดับภาค และผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด และต้องกระทำการให้ถูกต้องและชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ และมาตรฐานการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยต้องคงสาระของการบริหารจัดการน้ำตามที่ปรากฏในกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ และแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ
๒.ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินและโครงการของรัฐที่จะเป็นการลดผลกระทบและเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนตามร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครใหม่ไม่อาจใช้ได้จริง และหากดำเนินการข้อกำหนดและโครงการดังกล่าว ประชาชนจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเป็นเวลายาวนานจนไม่อาจใช้ชีวิตได้
ในร่างข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ไม่ปรากฏพื้นที่รองรับน้ำ(แก้มลิง) ในบริเวณบึงคู้บอน บึงลำหม้อแตก บึงคลองพระยาสุเรนทร์ บึงคลองสามวา ๑ บึงคลองสามวา ๒ บึงคลองบางชัน ซึ่งเดิมเคยปรากฏในกฎกระทรวงให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๕ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า สำนักการโยธาได้มีบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ กท ๐๙๐๖/ ๐๐๗๙ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เรื่องขอให้ทบทวนความจำเป็นในการดำเนินการจัดทำบึงรับน้ำ โดยมีเนื้อความสรุปได้ว่า ขอให้สำนักการระบายน้ำทบทวนความจำเป็นในการดำเนินการโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลอง บางชัน ตามข้อสังเกตของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สรุปความว่า การจัดทำบึงรับน้ำทั้งสองโครงการต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและเป็นโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงคูคลองหรือเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ซึ่งจะมีความเหมาะสมต่อการบริหารจัดการน้ำมากกว่า ซึ่งสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้มีบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ กท ๑๐๐๒/๑๓๙๙ ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ โดยมีข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งกล่าวว่า
“... ๑. ภายหลังวิกฤตอุทกภัยปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กรุงเทพมหานครได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้บริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยกำหนดเป้าหมายรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ภายนอกที่ไหลผ่านเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริประมาณ ๑๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริษัทที่ปรึกษาได้เสนอการพัฒนาระบบคลองด่วนระบายน้ำพร้อมกำหนดพื้นที่แก้มลิง จำนวน ๖ แห่ง ต่อมาได้ยกเลิกไป จำนวน ๔ แห่ง เนื่องจากถูกคัดค้าน คงเหลือจำนวน ๒ แห่ง คือบึงรับน้ำคลองคู้บอน (พื้นที่ ๑๓๐ ไร่ ปริมาตร ๘๗๐,๐๐๐ ลบ.ม.) และบึงรับน้ำคลองบางชัน (พื้นที่ ๓๙ ไร่ ปริมาตร ๒๖๐,๐๐๐ ลบ.ม.) ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นด้วยคะแนนเห็นชอบร้อยละ ๙๓.๓๖ และ ๙๗.๐๙ ตามลำดับ และอยู่ระหว่างดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน
๒. หนังสือสำนักการระบายน้ำ ที่ กท ๑๐๐๒/๔๐๖๘ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ เรียนแจ้งสถานะโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน อยู่ระหว่างการดำเนินศึกษาทบทวนความจำเป็นในการดำเนินโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน
๓. หนังสือสำนักการโยธา ด่วนที่สุด ที่ กท ๐๙๐๘/๑๓๐๗ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ขอความอนุเคราะห์ให้จัดส่งข้อมูลผลการศึกษาทบทวนความจำเป็นในการดำเนินโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน
ข้อเท็จจริง
๑. ภายหลังวิกฤตอุทกภัยปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กรุงเทพมหานครได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้บริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยกำหนดเป้าหมายรองรับน้ำหลากจากพื้นที่ภายนอกที่ไหลผ่านเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริประมาณ ๑๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริษัทที่ปรึกษาได้เสนอการพัฒนาระบบคลองด่วนระบายน้ำพร้อมกำหนดพื้นที่แก้มลิง จำนวน ๖ แห่ง ต่อมาได้ยกเลิกไป จำนวน ๔ แห่ง เนื่องจากถูกคัดค้าน คงเหลือจำนวน ๒ แห่ง คือบึงรับน้ำคลองคู้บอน (พื้นที่ ๑๓๐ ไร่ ปริมาตร ๘๗๐,๐๐๐ ลบ.ม.) และบึงรับน้ำคลองบางชัน (พื้นที่ ๓๙ ไร่ ปริมาตร ๒๖๐,๐๐๐ ลบ.ม.) ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นด้วยคะแนนเห็นชอบร้อยละ ๙๓.๓๖ และ ๙๗.๐๙ ตามลำดับ และอยู่ระหว่างดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน
๒. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ เห็นชอบ ๙ แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งไม่มีแผนงานผันน้ำผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกต่อไป ทำให้ข้อสมมติฐานเดิมที่ต้องรองรับน้ำหลาก ๑๑๐-๓๐๐ ลบ.ม./วินาที เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
๓. สำนักการระบายน้ำได้มีการจัดทำแผนโครงการงานสำรวจจัดทำแผนหลักและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร นอกคันกั้นน้ำพระราชดำริ ซึ่งได้มีการทบทวนความจำเป็นของการดำเนินโครงการบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและบึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน เปรียบเทียบกับการพัฒนาโครงการโดยใช้อุโมงค์ระบายน้ำ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระโขนง และโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งอยู่ในแผนการพัฒนาของสำนักการระบายน้ำ จะสามารถช่วยลดระดับน้ำในคลองสายหลักและสายรอง มีอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่บริเวณฝั่งตะวันออกของคลองพระยาสุเรนทร์ ซึ่งรวมถึงบริเวณโดยรอบบึงรับน้ำคลองคู้บอน บึงรับน้ำคลองบางชันและอุโมงค์ดังกล่าวยังสามารถใช้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกนอกคันพระราชดำริ ซึ่งการพิจารณาเปรียบเทียบการลงทุนจากรายงานการศึกษาทบทวนฯ จะเห็นได้ว่า การพัฒนาโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเวนคืนและดำเนินการก่อสร้างองค์ประกอบอื่นควบคู่กันไปด้วย จึงส่งผลให้ราคาโครงการดังกล่าวสูงกว่าการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำโดยใช้อุโมงค์ระบายน้ำ
๔. จากผลการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ สำนักการระบายน้ำ ได้พิจารณาถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมทั้งเปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุนในการพัฒนาระหว่าง โครงการบึงรับน้ำกับโครงการอุโมงค์ระบายน้ำ พบว่าโครงการพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำมีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำในภาพรวมได้ดีกว่า อีกทั้งสามารถรองรับปริมาณน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันสำนักการระบายน้ำได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองพระโขนง จากสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนงถึงคลองสวนอ้อยและโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์แล้ว
ข้อพิจารณาและเสนอแนะ สำนักการระบายน้ำพิจารณาแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ได้เห็นชอบ ๙ แผนหลัก การบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งไม่มีแผนงานผันน้ำผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกต่อไป ทำให้ข้อสมมติฐานเดิมที่กรุงเทพมหานครต้องรองรับน้ำหลาก เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และจากข้อมูลผลการศึกษาโครงการงานสำรวจจัดทำแผนหลักและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร นอกคันกั้นน้ำพระราชดำริ เมื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุนการพัฒนาโครงการแก้มลิงบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการก่อสร้างองค์ประกอบการระบายน้ำอื่นเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย จึงส่งผลให้มีค่าลงทุนสูงกว่าการพัฒนาโครงการโดยใช้อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองพระโขนงจากสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนงถึงคลองสวนอ้อยและอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในแผนการพัฒนาของสำนักการระบายน้ำ โดยราคาค่าลงทุน โครงการจึงเหลือเพียงค่าพัฒนาปรับปรุงคลองสายหลักเท่านั้น ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำดังกล่าวร่วมกับการปรับปรุงคลองสายหลักแนวเหนือ-ใต้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบระบายน้ำในภาพรวมของกรุงเทพมหานครได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่ามากกว่า การพัฒนาบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและบึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน ซึ่งในปัจจุบันสำนักการระบายน้ำได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำได้คลองพระโขนง จากสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนงถึงคลองสวนอ้อยและโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์แล้ว จึงเห็นควรยกเลิกโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน โดยมีรายละเอียดบันทึกรายงานทางวิชาการประกอบการพิจารณายกเลิกโครงการฯ ตามที่แนบมาพร้อมนี้...”
เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอของสำนักการระบายน้ำดังกล่าวจึงมีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการยกเลิกโครงการจัดทำบึงรับน้ำจำนวน ๖ แห่ง ดังนี้
(๑)กรุงเทพมหานครยินยอมยกเลิกโครงการจัดทำบึงรับน้ำจำนวน ๔ แห่งจากทั้งหมด ๖ แห่ง โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าได้รับการคัดค้านจากเจ้าของที่ดินที่จะถูกเวนคืน นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากการเวนคืนที่ดินเพื่อกิจการที่เป็นประโยชน์สาธารณะย่อมต้องกระทำได้ และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสองซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“...มาตรา ๓๗ บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก
ขอบเขตแห่งสิทธิและการจํากัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของ ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคํานึงถึงประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้น ...”
เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นปรากฏว่า การยกเลิกโครงการบึงรับน้ำทั้ง ๔ แห่ง โดยอ้างว่าได้รับการคัดค้านจากเข้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงต้องเลิกโครงการไป เป็นการยกเลิกโครงการโดยที่กรุงเทพมหานครไม่ได้ปฏิบัติตามข้อคำนึงถึงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๗ วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องคำนึงถึงในการเวนคืนไว้ ๓ ประการ คือ (๑) ประโยชน์สาธารณะ (๒) ผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน และ (๓) ประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืน แต่กรุงเทพมหานครกลับยึดแต่เพียงการคัดค้านจากเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนเพียงเรื่องเท่านั้น ทั้งๆที่การคัดค้านการเวนคืนของเจ้าของทิ่นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีการเวนคืนเนื่องจากเจ้าของที่ดินย่อมต้องหวงแหนในกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนอยู่แล้วและไม่อาจยินยอมให้มีการเวนคืนที่ดินหากไม่ได้รับประโยชน์จากค่าเวนคืนหรือประโยชน์อื่นที่ได้รับจากการเวนคืนที่ดิน การที่กรุงเทพมหานครคำนึงแต่เพียงการคัดค้านของเจ้าของที่ดินแต่ประการเดียว โดยไม่คำนึงถึงและไม่พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาอุทกภัยอันเป็นประโยชน์สาธารณะ การยกเลิกโครงการบึงรับน้ำทั้ง ๔ แห่งจาก จำนวน ๖ แห่งจึงเป็นเรื่องกรุงเทพมหานครไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๗ วรรคสองดังกล่าวข้างต้น
(๒)การยกเลิกโครงการแก้มลิงบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชันซึ่งเป็นโครงการที่เหลืออยู่ จำนวน ๒ โครงการ และเป็นโครงการที่มีปริมาตรความจุรับน้ำได้ มากกว่า ๙๔๖,๔๐๐ ลูกบาศก์เมตร และอ้างว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า ทั้งที่แก้มลิงคลองคู้บอนและคลองบางชันมีศักยภาพรับน้ำได้จำนวนมาก แต่จะไปดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำได้คลองพระโขนง จากสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนงถึงคลองสวนอ้อยและโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการดังกล่าวและประสิทธิภาพของโครงการดังกล่าวดังนี้
(ก)โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำได้คลองพระโขนง จากสถานีสูบน้ำอุโมงค์พระโขนงถึงคลองสวนอ้อย ซึ่งใช้งบประมาณจำนวน ๔๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และมีค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างจำนวน ๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท โครงการแล้วเสร็จ แจ่เมื่อเกิดอุทกภัยที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยในช่วงระหว่างวันที่ ๒๕-๒๙ กันยายน ๒๕๖๙ ได้
(ข)โครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ ใช้งบประมาณ ๙,๕๖๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อยู่ในระหว่างคัดเลือกผู้รับจ้างเพื่อดำเนินโครงการ ซึ่งยังไม่ได้ดำเนินงาน
นอกจากนี้ยังปรากฏโครงการก่อสร้างทั้งถนนและคลองระบายน้ำจำนวนมากในร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินตากประชาชนและต้องใช้งบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านบาท โดยสถานะในปัจจุบันได้ปรากฏในร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวซึ่งยังไม่สามารถดำเนินโครงการได้ ต้องรอให้ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ประกาศใช้ก่อน ซึ่งจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับอุทกภัยยังคงอยู่และสร้างความเสียหายที่เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนอีกต่อไปอีกหลายปีหรืออาจเป็นสิบปี อันเป็นความเสียหายอย่างมหาศาลเกินกว่าที่จะรอให้โครงการดังกล่าวแล้วเสร็จได้
(๓)จากบันทึกของสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ด่วนที่สุด ที่ กท ๐๙๐๖/ ๐๐๗๙ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เรื่องขอให้ทบทวนความจำเป็นในการดำเนินการจัดทำบึงรับน้ำ ได้ปรากฏข้อความว่า
“...ผู้บริหารกรุงเทพมหานครได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยสำนักงานจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา และสำนักพัฒนาระบบระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลการดำเนินโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน เมิ่อวันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ณ ห้องอมรินทร์ ศษลาว่าการกรุงเทพมหานคร ๑ ผู้บริหารกรุงเทพมหานครได้ตั้งข้อสังเกตสรุปความว่า การจัดทำบึงรับน้ำทั้งสองโครงการต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและเป็นโงการที่กระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน หากนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงเครือข่ายคูคลองหรือเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจะมีความเหมาะสมมากกว่า จึงขอห้พิจารณาทบทวนโครงการ นั้น...”
บันทึกข้อความของสำนักการโยธาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน ได้ถูกตัดออกไปไม่ดำเนินโครงการโดยดำริของผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุคของการบริหารที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในสมัยแรกซึ่งรับการเลือกตั้งและเข้าสู่ตำแหน่งในสมัยแรกเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และได้รับเลือกตั้งห้ำรงตำแหน่งในสมัยที่สองเมื่อวัน ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ อันแสดงให้เห็นว่า โครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน ได้ถูกยกเลิกโครงการไปโดยดำริในช่วงการบริหารของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งแตกต่างกับที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชันได้ถูกยกเลิกไปก่อนที่ตนจะเข้าระบตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
การยกเลิกโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชัน เป็นการยุคเลิกโครงการในช่วงเวลาที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเป็นการยกเลิกโครงการสำคัญที่จะรองรับปัญหาและบรรเทาการเกิดอุทกภัยในแนวเขตกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกได้ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ โดยจะให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นั้นรอรับการดำเนินโครงการที่ยังไม่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และเป็นโครงการตามร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งถึงแม้จะผ่านไปและบังคับใช้ได้แต่กว่าจะดำเนินโครงการต่างๆแล้วเสร็จต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งไม่ทราบว่าจะใช้ได้เมื่อใด โดยประชาชนต้องรอรับชะตากรรมจากผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเป็นเวลานานหลายปี มากกว่าการดำเนินโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนและคลองบางชันละโครงการแก้มลิงที่ถูกยกเลิกไป และกรุงเทพมหานครยกเลิกการดำเนินโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริโดยไม่ชอบด้วยหลักการที่ต้องคำนึงประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับถึงบทบัญญัติของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๗ วรรคสอง
ดังนั้น เมื่อร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฯ ฉบับใหม่ไม่ปรากฏพื้นที่แก้มลิง 6 แห่ง คือบึงคู้บอน บึงลำหม้อแตก บึงคลองพระยาสุเรนทร์ บึงคลองสามวา 1 บึงคลองสามวา 2 และบึงคลองบางชัน และมีการยกเลิกโครงการบึงรับน้ำทั้งหก ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๕-๖ ล้านลูกบาศก์เมตรจนเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยในปัจจุบันและจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน แต่กรุงเทพมหานครกลับเร่งดำเนินการเพื่อบังคับใช้ผังเมืองรวมฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด และทำให้เกิดการจัดทำผังเมืองรวมโดยปราศจากแก้มลิงและทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ตามผังเมืองรวมเดิม โดยในระหว่างรอการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยทั้งระบบตามผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับประเทศ ระดับภาค และผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่อาจต้องใช้เวลานานหลายปีหรือหลายสิบปีขึ้นไปจึงจะแล้วเสร็จ ดังนั้นประชาชนจะต้องได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นทันทีที่มีการประกาศบังคับใช้ร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายมหาศาลต่อพี่น้องประชาชน
๓.ในระหว่างที่รอการวางและมีผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับประเทศและผังนโยบายการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับภาค มีผลใช้บังคับ ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ยังมีผลอยู่ อย่างเข้มงวดจริง
เมื่อการดำเนินการในการจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ของกรุงเทพมหานคร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกเลิกการดำเนินการต่อไปทันทีจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑๐ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“...มาตรา ๑๑๑ บรรดากฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ใช้บังคับผังเมืองรวมใช้บังคับในพื้นที่เดียวกัน
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง การแก้ไข หรือยกเลิกกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเฉพาะบริเวณหรือเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด หรือการยกเลิกกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมทั้งฉบับ ให้กระทำได้โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น...”
ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการบังคับใช้กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับที่ยังใช้บังคับอยู่ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑๑ อย่างเข้มงวดทันที ในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตตามข้อกำหนดที่ปรากฎในกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหา นคร พ.ศ. ๒๕๕๖ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องดำเนินคดีกับผู้ละเมิดฝ่าฝืนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกำหนดเกี่ยวกับพื้นที่รับน้ำที่ปรากฏอย่างเข้มงวดจริงจัง
๔.กรุงเทพมหานครต้องสอบสวนดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ประชาชนจากบุคคลหรือนิติบุคคลทางธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ของผู้กระทำการละเมิดฝ่าฝืนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ จนเกิดอุทกภัยในเขตกรุงเทพมหานคร
เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยในระหว่างวันที่ ๒๕-๒๙ กันยายน ๒๕๖๙ ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า ๑๕ เขตจากพื้นที่ทั้งหมด ๕๐ เขต ในเขตพื้นที่ฝั่งเหนือและตะวันออกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากปริมาณฝนสะสมเกิน ๓๐๐ มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังบ้านเรือนและชุมชนริมคลอง ได้แก่ คลองสามวา, คันนายาว, จตุจักร, บางกะปิ, บางเขน, บึงกุ่ม, ประเวศ, มีนบุรี, ลาดกระบัง, วังทองหลาง, สวนหลวง, สะพานสูง, สายไหม, หนองจอก และหลักสี่ ระหว่างวันที่ ๒๕- ๒๙ กันยายน ๒๕๖๙ มีประชาชนได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๓๒๙,๐๐๐ ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนประชาชนประมาณ ๘ แสน ถึง ๑ ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต ๔ คนในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ส่งผลกระทบและความเสียหายต่อเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประมาณการว่า น้ำท่วมครั้งนี้ จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประเมินว่ามูลค่าผลกระทบของความเสียหายเศรษฐกิจอยู่ที่ ๖ พัน ถึง ๑๒ พันล้านบาท บนสมมติฐานว่าสามารถพร่องน้ำได้ภายใน ๗ วัน และประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลเป็นเงิน ๙,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน รวมเป็นเงินงบประมาณกว่า ๒,๙๖๑ ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่แท้จริงให้แก่ประชาชนได้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นการแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมประมาณการค่าความเสียหายของประชาชนและราชการไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท
กรุงเทพมหานครต้องดำเนินการสอบสวนหาผู้ตัวกระทำละเมิดฝ่าฝืนต่อข้อกำหนด การใช้ประโยชน์ในที่ดินของกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและทางราชการ ด้วยการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๙ ว่ามีบุคคล นิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดที่ได้กระทำการละเมิดฝ่าฝืนต่อข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ และดำเนินการสอบสวนและเรียกร้องให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากการกระทำละเมิดฝ่าฝืนข้อกำหนดของกฎกระทรวงดังกล่าว โดยใช้ค่าประมาณการความเสียหายของประชาชนและราชการข้างต้น จำนวนประมาณการไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นประมาณการเบื้องต้นค่าความเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนและราชการ
๕. กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบการกระทำที่ทุจริตผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับทั้งที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือเคยปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติมาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑
เนื่องด้วยกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็น “กฎ” ที่ออกกำหนดรายละเอียดการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และยังมีผลใช้บังคับอยู่ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑๑ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับที่ยังปฏิบัติราชการอยู่ หรือเคยปฏิบัติราชการอยู่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดจริงจัง การละเมิดฝ่าฝืนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ถูกกำหนดในกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกำหนดที่ทำให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังได้กล่าวมาแล้ว
ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตของประชาชนดังกล่าว กระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครอย่างรุนแรง นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับความเสียหายต่อสุขภาวะที่กระทบต่อระบบการสาธารณสุขโดยรวมของประเทศอีกจำนวนมาก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดจากกระทำที่ละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ของที่ดินในกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ จากประชาชนและกลุ่มธุรกิจเอกชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติหรืออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยควบคุมอาคาร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้กระทำการละเลยต่อหน้าที่ ร่วมหรือสนับสนุนให้มีที่ใช้ประโยขน์ในที่ดินที่เป็นข้อห้ามการใช้ประโยชน์ตามกฎกระทรวงดังกล่าว อันเป็นการกระทำที่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดทางกฎหมาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๖๑ และมาตรา ๑๖๕ และเป็นความผิดทางวินัยของข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเป็นความผิดทางมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๙ กฎ ก.ก. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการกรุงเทพมหา นคร บุคลากรกรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติงานอื่นในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๔ และกฎที่เกี่ยวข้องอื่นในอดีตที่เกี่ยวข้องในระหว่างการกระทำความผิดกฎหมายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ต่อไป โดยต้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติมาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วย
ดังนั้น จึงให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติหน้าที่และดำเนินการตามกฎหมายดังต่อไปนี้
(๑)ยกเลิกการรับฟังความคิดเห็นและการจัดทำร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ที่ฝ่าฝืนและไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๑๑๐ ธรรมนูญว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๖ และมาตรฐานการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๖
(๒)สอบสวนหาบุคคล นิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้กระทำการละเมิดฝ่าฝืนหรือละเลยการปฏิบัติตามข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหา นคร พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินจนเกิดเหตุอุทกภัยในระหว่างวันที่ ๒๕ -๒๙ กันยายน ๒๕๖๙ และเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความค่าเสียหายของประชาชนและราชการที่ต้องจ่ายไปและเป็นผลจากการที่ร่วมกันกระทำล่วงละเมิดฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
(๓)สอบสวนดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดทางวินัยของข้าราชการหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งความผิดทางมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๙ กฎ ก.ก. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการกรุงเทพมหานคร บุคลากรกรุงเทพมหานคร และผู้ปฏิบัติงานอื่นในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๔ และกฎที่เกี่ยวข้องอื่นในอดีตที่เกี่ยวข้องในระหว่างการกระทำความผิดกฎหมายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่โดยเร็ว โดยต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติมาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑
การดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดำเนินการทันทีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการในข้อหนึ่งข้อใด จะถือว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบการบริหารงานและควบคุมการปฏิบัติราชการของหน่วยงานลัเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกรุงเทพมหานครได้ละเลยต่อหน้าที่อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติมาตรการฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑
จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการต่อไปโดยด่วนที่สุด
ขอแสดงความนับถือ
(นายสนธิ ลิ่มทองกุล)
(นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์) (นายนิติธร ล้ำเหลือ) (มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี)
(นายพิชิต ไชยมงคล) (นางสาวรสนา โตสิตระกูล) (นายสันติสุข โสภณศิริ)
(นายคมสัน โพธิ์คง) (นายก้องศักดิ์ สหศักดิ์มนตรี)

