xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึก 6 แผนริเริ่มเพนตากอน ทั้งปลดนายพลเพิ่มเป็น 20% - ตั้งกองบัญชาการคุมสงครามโดรนและหุ่นยนต์ - เอา‘อีลอน มัสก์’ดูแลระบบอาวุธอนาคตของอเมริกา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ไปกล่าวคำปราศรัย “State of the Force” ที่ฐานทัพเหล่านาวิกโยธินควอนติโก ในรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2026
Hegseth details new initiatives in partisan address to troops
Story by Dan Lamothe, Alex Horton. The Washington Post
30/09/2026

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ของสหรัฐฯ เปิดเผย 6 แผนการริเริ่มใหม่ๆ ระหว่างกล่าวปราศรัยกับนายทหารสหรัฐฯ หลายร้อยนายเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีทั้งการป่าวร้องที่จะจัดตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่ซึ่งความรับผิดชอบหลักจะอยู่ที่ด้านสงครามโดรน, การเรียกร้องความสนใจเกี่ยวกับการสร้างฐานทัพใหม่ขึ้นในสหรัฐฯ, และการโอ่อวดเรื่องดึงตัวมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ พาล์มเมอร์ ลัคกี (Palmer Luckey) มาพัฒนาอาวุธเจนเนอเรชั่นต่อไปของกองทัพอเมริกัน

เฮกเซธ ยังประกาศระหว่างการปราศรัยที่ฐานทัพเหล่านาวิกโยธินควอนติโก (Marine Corps Base Quantico) ในรัฐเวอร์จิเนีย คราวนี้ ถึงความตั้งใจที่จะจัดตั้งหน่วยงานทหารที่มุ่งเน้นจัดทำโครงการทางศาสนา, การเพิ่มพูนความยืดหยุ่นของสหรัฐฯโดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ, และการก่อตั้งโครงการนักเรียนนายร้อยใหม่ๆ ขึ้นในมหาวิทยาลัย 5 แห่งที่เขาประเมินว่าไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์เสรีนิยม "โวก" (woke)

(หมายเหตุผู้แปล: woke ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า ตื่นแล้ว ถูกนำมาใช้ในหมู่นักเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนในโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยมุ่งหมายถึง การตื่นตัวและตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความอยุติธรรมทางสังคมและการเมือง แล้วต่อมาถูกฝ่ายตรงข้ามอย่างเช่นฝ่ายขวาในสหรัฐฯ โดยเฉพาะชาวพรรครีพับลิกันนำโดยคณะรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ นำเอาคำนี้มาใช้ในเชิงเสียดสีหรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดงความตื่นตัวทางสังคมที่พวกเขาเห็นว่ามากเกินไป จนทำให้อเมริกาอ่อนแอ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/โวก)

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ไปกล่าวคำปราศรัย “State of the Force” ที่ฐานทัพเหล่านาวิกโยธินควอนติโก ในรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2026
การปราศรัยที่ใช้ถ้อยคำดุเดือดเผ็ดร้อนครั้งนี้ ซึ่งเฮกเซธตั้งชื่อว่า“State of the Force” (สถานะของกองทัพ)และต้องการให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปียังคงเดินตามการปราศรัยเช่นนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วของเขา นั่นคืออยู่ในลักษณะไม่เป็นไปตามแบบแผนประเพณีและแสดงออกซึ่งอคติแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองสูง
แต่สิ่งที่ต่างออกไปอย่างสำคัญคือผู้ฟังของเขาไม่ได้เป็นพวกนายทหารผู้นำระดับสูงเกือบทั้งหมดของกองทัพอย่างปีก่อนหากเป็นพวกนายทหารระดับกลางและกำลังพลระดับล่างหลายร้อยคน อย่างไรก็ดี เขายังคงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งเรื่องระบบราชการของเพนตากอน(กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ,สื่อมวลชนด้านข่าวในอเมริกา และพวกนักการเมืองเสรีนิยม, พร้อมทั้งเชื่อมโยงการปราศรัยปีนี้กับการปราศรัยครั้งก่อนโดยตรง

“รัฐบาลชุดก่อน (รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน) บีบบังคับให้พวกผู้นำที่ถูกเรียกว่ามีพิษร้ายต้องออกไปจากกองทัพ เพื่อส่งเสริมเลื่อนตำแหน่งให้แก่พวกยอมทำตามกระแส เอาแต่ประนีประนอมที่คอยหลบเลี่ยงความเสี่ยง” เฮกเซธกล่าวกับผู้ฟัง“นั่นคือการทำให้กองทัพของเรากลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้วอย่างแท้จริงซึ่งโง่เขลาและอันตราย”

ในอีกจุดหนึ่งที่เขากล่าวหารัฐบาลไบเดน เขาบอกว่ารัฐบาลที่แล้ว “ต้องการนายพลที่ทำตามหลักการทางการเมืองอย่างถูกต้อง(politically correctgenerals)”ซึ่งตรงนี้เฮกเซกคือกำลังเสียดสีว่าเป็นผู้นำทางทหารซึ่งพร้อมปฏิบัติตามกระแสวัฒนธรรมเสรีนิยม“โวก” ที่ตัวเขารังเกียจนั่นเอง จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่าสำหรับพวกเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์แล้วต่างออกไปคือ “ต้องการเฉพาะนายพลที่ทำผลงานดีที่สุดเท่านั้น” เขายังวิพากษ์วิจารณ์เจาะจงเป็นพิเศษไปที่พลเอก ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอก มาร์ค เอ. มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมในสมัยไบเดน โดยบอกว่าความพยายามของทั้งคู่ที่ทำให้เกิดความหลากหลายบางอย่างในกองทัพเมื่อตอนขึ้นเป็นผู้นำของเพนตากนอนนั้นมีจุดประสงค์เพียงเพื่อกำหนด “โควตา (ผู้ดำรงตำแหน่ง) ให้เป็นไปตามหลักการทางการเมืองอย่างถูกต้อง
(ตามทัศนะแบบ‘โวก’) เท่านั้น”

เฮกเซธใช้คำหยาบคายและอ้างอิงข้อความจากพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ที่เขาแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นศรัทธาเหนียวแน่นมาประกอบการโอ้อวดถึงการสั่งปลดนายทหารระดับนายพลไปเป็นจำนวนมาก, ตลอดจนการกล่าวหาว่านักข่าว"ทรยศ" ที่พยายามทำข่าวในลักษณะตรวจสอบเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน, รวมทั้งพูดจาด้วยถ้อยคำรุนแรงเล่นงานพวกสมาชิกในกองทัพที่ไม่ตรงกับอุดมคติที่เขายึดถือ
“เราไม่ใช่กระทรวงโวก หรือกระทรวงวีก (weak อ่อนแอ) อีกต่อไปแล้ว พูดอย่างนี้แปลความหมายได้ง่ายๆ ก็คือไม่มีคนอ้วน, ไม่มีคนแปลงเพศ, ไม่มีคนไว้หนวดเครา,ไม่มีคนแปลกๆ,ไม่มีคนขี้ขลาด, ไม่มีพวกหัวรุนแรง, มีแต่เหล่านักรบเท่านั้น” เฮกเซธกล่าว

ตั้งแต่ก่อนขึ้นกล่าวปราศรัยเสียอีก รัฐมนตรีผู้นี้เริ่มต้นวันดังกล่าว ด้วยการร่วมออกกำลังกายที่บริเวณด้านนอกอาคารเพนตากอนกับทหารหลายร้อยนายซึ่งดูเหมือนทุกคนจะสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า “THIS IS WAR” (นี่คือกระทรวงสงคราม) อันมุ่งเน้นย้ำถึงการที่รัฐบาลทรัมป์มีมติให้เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม
(Defense Department) เป็นกระทรวงสงคราม(War Department) อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา จึงยังไม่ถือว่ามีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

การปราศรัยครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่พรรครีพับลิกันของ เฮกเซธ กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนักหนาสาหัสขณะมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ส่วนเพนตากอนก็ยังคงติดหล่มอยู่ในสงครามกับอิหร่านซึ่งไม่ได้รับความนิยมชมชื่นจากสาธารณชนชาวอเมริกันทั้ง เฮกเซธ และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างเคยพูดเอาไว้ตอนการสู้รบขัดแย้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ7เดือนก่อนว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้รับชัยชนะแล้ว ถึงแม้มีผู้นำทางทหารระดับสูงบางคนแสดงความกังวลเมื่อพูดกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม

ทรัมป์กับเฮกเซธเวลานี้กำลังพยายามเสนอภาพให้เห็นว่าสงครามนี้ยุติลงแล้วทั้งที่ยังมีทหารจำนวนหลายหมื่นนายประจำการอยู่ในพื้นที่ และการโจมตีเป็นระยะๆจากฝ่ายอิหร่านก็ทำให้บุคลากรของสหรัฐฯได้รับบาดเจ็บกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง บุคคลทั้งสองยังคอยวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงใส่ผู้ที่แสดงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของการสู้รบขัดแย้งคราวนี้โดยรวมถึงเรื่องการใช้งานพวกเรือรบของกองทัพเรืออย่างหนักกระทั่งต้องมีขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นเมื่อเรือเหล่านี้ถูกนำมากลับมาซ่อมบำรุง
ตลอดจนเรื่องที่เครื่องกระสุนรวมทั้งพวกระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สำคัญๆของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาพร่อยหรอใช้งานหมดสิ้นลงอย่างรวดเร็ว

ในการปราศรัยคราวนี้ เฮกเซกอุทิศเวลาช่วงหนึ่งให้แก่การโจมตีเล่นงาน "พวกขี้แพ้ที่ต่อต้านอเมริกา"
ในแวดวงสื่อมวลชนซึ่งได้เผยแพร่รายงานที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการสงครามของรัฐบาลทรัมป์และการกำกับดูแลเพนตากอนของเฮกเซธทั้งนี้การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้เริ่มต้นขึ้นโดยการร่วมมือประสานงานกับอิสราเอลเมื่อวันที่28 กุมภาพันธ์ ได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ขณะที่พวกสิ่งปลูกสร้างทางทหารและเครื่องบินสหรัฐฯจำนวนมากในตลอดทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางต้องประสบความเสียหายหรือกระทั่งถูกทำลายส่งผลให้ทหารอเมริกันบาดเจ็บกว่า800 นายและเสียชีวิตอย่างน้อย19 นาย

เฮกเซธ ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับกลางสังกัดกำลังทหารบกของกองกำลังพิทักษ์ชาติ(Army NationalGuard) ที่เป็นกองกำลังทหารสำรองของสหรัฐฯ ยังคงพูดเน้นย้ำว่าเขาให้ความสำคัญกับ
"ขีดความสามารถในการสังหารศัตรู" รวมทั้งรื้อฟื้นข้อกล่าวหาที่ระบุว่าผู้นำเพนตากอนในอดีตไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเอาชนะสงครามของชาติมากเพียงพอ

แล้วก็เป็นไปตามรายงานที่ วอชิงตันโพสต์ ตลอดจนสื่ออื่นๆ ได้เสนอเอาไว้ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเฮกเซธกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการลดจำนวนนายพลในกองทัพลงโดยสูงสุดอาจจะถึง20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเท่ากับเป็นการต่อยอดจากแผนเดิมที่ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะลดจำนวนผู้นำระดับสูงทั่วทั้งกองทัพลงอย่างน้อย10 เปอร์เซ็นต์

"ฝ่ายที่คำนวณตัวเลขระบุว่าเราได้ปลดนายพลในเหล่าทัพต่างๆ ออกไปจากกองทัพแล้วเป็นจำนวน
10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าเหมาะสมแล้ว"เขากล่าว “และในฐานะที่ผมเป็นผู้สั่งการเรื่องนี้ ผมทราบดีว่าเรายังเพิ่งลดจำนวนตำแหน่งนายพลลงไปอีก10%ดังนั้น สรุปคือในภาพรวมมีการปรับลดลงรวมแล้ว20%”

ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯมีนายทหารยศนายพลประจำการอยู่ราว850 นายทำหน้าที่กำกับตรวจสอบกำลังพลประจำการจำนวนมากกว่า1.3ล้านนาย นอกจากนั้นยังมีกำลังพลในกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) รวมถึงกองกำลังสำรองต่างๆ อีกเกือบ800,000 นาย

การวางแผนจัดการปราศรัยของเฮกเซธที่ฐานทัพควอนติโกเมื่อปีที่แล้ว ตอนแรกๆทีเดียวได้สร้างความกังวลและความสับสนให้แก่กำลังพลจำนวนมาก เนื่องจากแทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอะไรกันเลย
ขณะที่รัฐมนตรีวกลาโหมออกคำสั่งแบบกระชั้นชิดให้บรรดานายทหารระดับสูงและพวกผู้นำนายทหารชั้นประทวนเดินทางจากกองบัญชาการทหารสหรัฐฯแห่งต่างๆในทั่วโลก เพื่อมารับฟังการปราศรัยของเขา

ในการรวมพลรับฟังการปราศรัยเมื่อปีที่แล้ว บรรดาผู้นำทางทหารสูงส่วนใหญ่พากันรับฟังอย่างสงบในขณะที่ทรัมป์และเฮกเซธกล่าววิพากษ์วิจารณ์พวกผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าพวกเขา
และระบายความคับข้องใจต่างๆ สำหรับในปีนี้นายทหารระดับรองลงมาและพวกผู้นำนายทหารชั้นประทวนที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันที่30 กันยายนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะมีท่าทีเช่นเดียวกัน

ปีเตอร์ ฟีเวอร์ (PeterFeaver)ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและกองทัพ จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ให้ความเห็นว่าการกล่าวปราศรัยในลักษณะแสดงจุดยืนเลือกฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างชัดเจนของเฮกเซธเมื่อปีที่แล้วทำให้เกิดความกังวลว่าผู้ฟังกลุ่มที่อายุน้อยกว่าในปีนี้ อาจมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เหมาะสมแต่สิ่งที่ปรากฏออกมาคือพวกเขาก็สามารถผ่านบททดสอบนั้นมาได้

"พวกเขารับฟังด้วยความเคารพ แต่ไม่ได้ส่งเสียงเชียร์หรือโห่ไล่ ต่อถ้อยคำที่มีนัยทางการเมืองในคำปราศรัยคราวนี้"ฟีเวอร์กล่าว"ชาวอเมริกันควรชื่นชมยินดีกับความจริงที่ว่าเรามีกองทัพที่เป็นมืออาชีพและมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นกลางทางการเมืองเอาไว้"

ฟีเวอร์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ข้อเสนอด้านนโยบายต่างๆ ของเฮกเซธนั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนด้านงบประมาณจากฝ่ายนิติบัญญัติเสียก่อนจึงจะถือเป็นนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติกันจริงๆ รวมทั้งมีเงินงบประมาณมาสนับสนุนจริงๆ

"ผมสงสัยว่าทีมงาน (ของเฮกเซธ) ได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรัฐสภาบ้างแล้วหรือยัง"ฟีเวอร์กล่าว "หากยังไม่มี ก็คงมีงานอีกมากที่ต้องทำ ก่อนที่จะเห็นผลลัพธ์ตามที่เขาได้สัญญาไว้"


สำหรับการก่อตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่ซึ่งจะทำหน้าที่รับผิดชอบด้านสงครามโดรน ที่เป็น 1 ใน 6 แผนการริเริ่มเฮกเซธเผยออกมาในการกล่าวปราศรัยคราวนี้ มีการระบุรายละเอียดว่ากองบัญชาการทหารระดับ 4 ดาว (นั่นคือผู้บัญชาการจะมียศพลเอก) แห่งนี้ จะใช้ชื่อว่า "Autonomous Warfare Command" (กองบัญชาการสงครามอัตโนมัติ) เรียกย่อๆ ว่า “Autowarcom” ทำหน้าที่กำกับดูแลการนำเอาขีดความสามารถลักษณะอัตโนมัติและขีดความสามารถทางด้านหุ่นยนต์ออกมาใช้งาน โดยที่เฮกเซธพูดถึงการพัฒนาก้าวหน้าของขีดความสามารถในด้านนี้ว่า เป็น “ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดซึ่งเกิดขึ้นในยามสันติในประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่”

เขายอมรับว่า “จังหวะก้าวเดินของสงครามกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากระบวนการซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนมัน” ทั้งนี้ อิหร่านเวลานี้มีการใช้โดรนราคาถูกอย่างกว้างขวางยิ่งในระหว่างเวลา 7 เดือนที่ทำสงครามกับสหรัฐฯคราวนี้ ขณะที่เฮกเซธยังชี้ไปที่ยูเครนซึ่งกำลังบุกเบิกการใช้โดรนในการสู้รบกับกองทหารรัสเซีย

“บทเรียนของยูเครนไม่ใช่เป็นบทเรียนที่ว่าการใช้โดรนประเภทหนึ่งใดจะทำให้ชนะสงคราม หากแต่เป็นการย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์อันชัดเจนระบบหนึ่ง ที่จะสามารถนำเอาความสามารถในการประยุกต์เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด”

อย่างไรก็ดี ตามที่สื่อมวลชนสหรัฐฯอย่างสำนักข่าวเอพี รายงานเอาไว้ก่อนหน้านี้ หน่วยทหารของกองทัพบกสหรัฐฯหน่วยหนึ่งซึ่งตั้งฐานอยู่ในยุโรป และมีความชำนาญพิเศษในเรื่องการทำสงครามโดรน ภายหลังถูกจัดส่งไปคลุกคลีเรียนรู้อยู่ในสมรภูมิที่ยูเครน เมื่อเร็วๆ นี้กลับได้รับคำสั่งให้ยุติความพยายามเช่นนี้ของพวกเขา และหวนกลับคืนมาจัดกำลังให้เป็นกองพันทหารราบตามแบบแผนดั้งเดิม

เรื่องนี้ส่งผลให้มีคณะสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคใหญ่กลุ่มหนึ่ง สอบถามไปที่กองทัพบกเมื่อไม่นานมานี้เพื่อขอคำอธิบาย โดยชี้ว่าสนามรบต่างๆ ของโลกกำลังเกิดการวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว และยุทธวิธีต่างๆ ทางทหารกำลังพึ่งพาอาศัยพวกระบบที่ไม่ใช้คนในการสู้รบเพิ่มมากขึ้นทุกที

สำหรับเรื่องเล่าของทางฝ่ายเฮกเซธเองนั้น มีการระบุว่าการก่อตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่นี้ขึ้นมา โดยเป็นการต่อเนื่องจากความพยายามในโครงการริเริ่มที่เฮกเซธตั้งชื่อว่า "Project Agincourt" (โครงการอากินคอร์ต) โดยที่ชื่อ อากินคอร์ต เป็นการอ้างอิงถึงชื่อสมรภูมิที่กองทัพอังกฤษสามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้ในปี 1415 ทั้งที่มีกำลังพลน้อยกว่ามาก สืบเนื่องจากอาศัยการใช้ธนูยาว (longbow) อย่างสร้างสรรค์และชาญฉลาด

ในเอกสารบันทึกข้อความฉบับหนึ่งที่นำออกเผยแพร่ภายหลังการปราศรัยครั้งนี้ เฮกเซธระบุว่าโครงการนี้จะดำเนินการทดลองโดรนต้นแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนา “ระบบการจัดซื้อจัดหาที่สามารถทำซ้ำได้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ตัวโดรนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นขีดความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การสู้รบ” โครงการนี้จะนำโดย โอเวน เวสต์ (Owen West) อดีตนาวิกโยธินที่เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยนวัตกรรมด้านกลาโหม (Defense Innovation Unit) ของเพนตากอน บันทึกของเฮกเซธระบุด้วยว่า กระทรวงของเขาจะ "ร่วมมือโดยตรงกับรัฐสภาเพื่อผลักดันกฎหมายที่จำเป็น" สำหรับกองบัญชาการทหารแห่งนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม ปี2027

ในบันทึกอีกฉบับที่เผยแพร่หลังการกล่าวปราศรัยเช่นกัน เฮกเซธได้ประกาศเริ่มโครงการเพื่อสร้าง "ฐานทัพร่วมที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งสูงแห่งใหม่" ขึ้นภายในดินแดนสหรัฐฯ บันทึกข้อความฉบับนี้ระบุว่าจะมีการดำเนินงานเพื่อประเมินสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นโครงการที่มุ่งเน้น "การสร้างสรรค์สิ่งที่โดดเด่น งดงาม และมีมาตรฐานระดับโลก เพื่อชาวอเมริกันผู้กล้าหาญที่สวมเครื่องแบบรับใช้ชาติ"

ความพยายามในการก่อสร้างฐานทัพแห่งใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมากองทัพสหรัฐฯมีแต่เรื่องของการปรับลดขนาด ทั้งการลดขนาดกองกำลัง และการปิดฐานทัพจำนวนมากในทั่วประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในเฉพาะหน้านี้ว่ากระทรวงกลาโหมจะจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้อย่างไร หรือรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาพื้นที่ในสหรัฐฯบริเวณใดบ้าง

เฮกเซธ ได้ใช้การกล่าวปราศรัยครั้งนี้ ส่งข้อความถึงบรรดาผู้ว่าการรัฐทั่วประเทศโดยตรง โดยบอกว่า "หากรัฐของท่านต้องการเกียรติยศในการเป็นฐานที่ตั้งให้กับเหล่าทหารผู้กล้าของอเมริกาจำนวน 15,000 ถึง25,000 นาย จงแสดงให้เราเห็นถึงเหตุผลและวิธีการที่ท่านจะดำเนินการ ทั้งการลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก การจัดสรรพื้นที่ และการต้อนรับครอบครัวของทหารด้วยความใส่ใจและให้เกียรติอย่างสูงสุด"

ในส่วนของแผนการริเริ่มของ เฮกเซธ ที่จะมีการพึ่งพาความร่วมมือจากเหล่าผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกนั้น จะใช้ชื่อโครงการว่า “โปรเจ็กต์ เมอริเดียน” (Project Meridian) โดยที่ตอนแรกนี้จะมีผู้นำเช่นนี้เข้ามาร่วมมือกัน 3 คน ได้แก่ ลัคกี ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอนดูริล (Anduril) ซึ่งชำนาญการพิเศษในเรื่องการพัฒนาระบบอัตโนมัติก้าวหน้าล้ำยุคที่นำมาประยุกต์ใช้งานทางการทหาร, มัสก์ ซีอีโอของ เทสลา (Tesla) และ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) รวมทั้งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยงานDOGE ของสหรัฐฯที่ทรัมป์แต่งตั้งขึ้น เพื่อมุ่งตัดลดหน่วยงานราชการส่วนกลางของสหรัฐฯ จนกระทั่งก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน และปัจจุบันได้หยุดการดำเนินการไปแล้ว, และ นิวต์ กิงริช (Newt Gingrich) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรผู้มีความสนใจในเทคโนโลยียุคใหม่มาอย่างยาวนาน เฮกเซธกล่าวเมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) ว่าบุคคลเหล่านี้คือ "สามมันสมองชั้นยอดของชาติ" พร้อมทั้งชี้ตัวแนะนำทั้ง 3 คนซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางผู้ฟังในงานนี้

ในเฉพาะหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า มัสก์ กับ ลัคกี จะบริหารจัดการความร่วมมือกับภาครัฐอย่างไร ในขณะที่บริษัทของพวกเขากับบรรดาคู่แข่ง ยังคงมีการชิงชัยกันเพื่อให้ได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจากรัฐบาล ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาได้

เฮกเซธ บอกว่า โปรเจ็กต์ เมอริเดียน จะ “มุ่งมั่นที่ความล้ำสมัย” ด้วยผลงาน “ที่เน้นหนักในเรื่องการค้นหา, การพัฒนา, และการนำเอาอาวุธตลอดจนระบบต่างๆ ซึ่งลูกหลานของเราจำเป็นจะต้องใช้ในช่วงชีวิตของพวกเขา ออกมาใช้งานได้จริงในสมรภูมิรบยุคอนาคตทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่ใต้พื้นโลกไปจนถึงดินแดนที่อยู่เลยไกลออกไปจากดวงจันทร์ โดยปราศจากข้อจำกัดหรือเครื่องถ่วงรั้งทางความคิดสร้างสรรค์ใดๆ”

สำหรับเรื่องแผนการริเริ่มเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนายทหารรูปแบบใหม่ ที่เฮกเซธหยิบยกขึ้นมาพูดในการปราศรัยคราวนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ใช้เวลาเป็นแรมเดือนในการเพ่งเล็งตรวจสอบพวกมหาวิทยาลัยชื่อเสียงโด่งดังเก่าแก่ที่เรียกกันว่ากลุ่มไอวี่ลีก (Ivy League) ตลอดจนสถาบันการศึกษาอื่นๆ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ให้การศึกษาอบรมนายทหารทั้งในปัจจุบันและพวกว่าที่นายทหารในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์ได้กล่าวหาสถาบันการศึกษาจำนวนมากว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางเสรีนิยม เฮกเซธระบุในคำปราศรัยว่า แผนการที่เขาเรียกว่า “นักเรียนนายร้อยเหล่าอเมริกา” (America’s Corps of Cadets) นี้ จะเป็นการฝึกอบรมนักเรียนนายร้อยซึ่งดำเนินการกันที่มหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตท (Louisiana State University), มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตท (Mississippi State University), มหาวิทยาลัยลิเบอร์ตี (Liberty University), มหาวิทยาลยทัสกีจี (Tuskegee University) และวิทยาลัยฮิลสเดล (Hillsdale College) โดยมีทั้งหลักสูตรที่ตั้งเพิ่มขึ้นมาใหม่และหลักสูตรซึ่งขยายจากที่มีอยู่แล้ว


เกี่ยวกับการเพิ่มพูนความยืดหยุ่นของสหรัฐฯ ด้วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ที่เฮกเซธ ประกาศในการปราศรัยครั้งนี้ มีการตั้งชื่อว่า "FORTRESS America" ​​(ป้อมปราการอเมริกา) โดยที่ตัวอักษรของคำว่าFORTRESS เป็นคำย่อของFederal Operations for Resilience, Troop Resources, Energy, Supply and Survivability (การปฏิบัติการของรัฐบาลกลางเพื่อความยืดหยุ่นและเข้มแข็ง, ทรัพยากรด้านกำลังพล, พลังงาน, การส่งกำลังบำรุง, และขีดความสามารถในการอยู่รอด) เฮกเซธยังระบุเอาไว้ในบันทึกข้อความที่เกี่ยวข้องกันฉบับหนึ่งว่า เขาต้องการยุติการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนอื่นๆ รวมถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เคยเน้นย้ำเอาไว้เช่นกัน

บันทึกของเฮกเซธระบุว่า โครงการFORTRESS จะทำให้มั่นใจได้ว่าฐานทัพหลักทุกแห่งของสหรัฐฯ สามารถผลิตไฟฟ้าของตนเองและใช้งานได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในบริเวณใกล้เคียงถูกบุกรุกหรือก่อวินาศกรรม นอกจากนั้นยังจะสร้าง “คลังสำรองทางยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของพวกเครื่องกระสุน, เชื้อเพลิง, ยา, และเลือด ที่เพียงพอสำหรับการต่อสู้ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นความปั่นป่วนติดขัด” ในช่วงเวลาวิกฤต

อีกแผนการริเริ่มหนึ่งซึ่ง เฮกเซธ พูดถึงในการปราศรัยเมื่อวันที่ 30 กันยายน คือการจัดตั้งสำนักงานกิจการทางศาสนาขึ้นในกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาครั้งล่าสุดของเขาที่เพนตากอน

เขาประกาศในคำปราศรัยของเขาว่า สำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่เสนอ “ความสนับสนุนทางศาสนาระดับเฟิร์สต์คลาส” และจะเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อเขาโดยตรง

“กระทรวงของเรานั้น พวกคุณอาจพูดได้ว่า กำลังสวมใส่เกราะแห่งพระเจ้าอย่างเต็มตัว เพราะขณะที่เราทำสงครามทางกายภาพนั้น เราทั้งหลายต่างทราบดีว่าสนามรบที่แท้จริงคือทางจิตวิญญาณ” เขากล่าว

ทั้งนี้ เฮกเซธ ขึ้นชื่อว่านำเอาความเชื่อศรัทธาในศาสนาคริสเตียนนิกายโปรแตสแตนต์แบบอิแวนเจลิคัล (evangelical Christianity) ของเขามาผสมกับความเป็นผู้นำเพนตากอนของเขา โดยจัดให้มีพิธีเคารพบูชาแบบคริสเตียนและจัดกลุ่มให้ลูกจ้างพนักงานของกระทรวงกลาโหมศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอยู่เป็นประจำ รวมทั้งพูดถึงสหรัฐฯในฐานะเป็นชาติคริสเตียนอยู่บ่อยครั้ง

(เก็บความจากเรื่องHegseth details new initiatives in partisan address to troops ใน วอชิงตันโพสต์https://www.washingtonpost.com/national-security/2026/09/30/hegseth-map-out-forthcoming-moves-address-hundreds-troops/
และเพิ่มเติมด้วยข้อมูลจากรายงาน 2 ชิ้นของสำนักข่าวเอพีhttps://apnews.com/article/hegseth-pentagon-generals-job-cuts-67a20b026ee858895c7e5ff7fadbc029และ
https://apnews.com/article/pete-hegseth-defense-department-pentagon-religion-41405eb6dd60ca5a3f45fe3387f82952)