สื่อด้านการบินหลายแห่ง ในนั้นรวมถึง The Aviation Hub รายงานข่าวเกี่ยวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงทำการฝึกบินเดี่ยวเครื่องบินขับไล่เจเอเอส 36ซี กริพเพน เป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี(8ต.ค.) ทำให้พระองค์กลายเป็นนักบินหญิงกริพเพนคนแรกของกองทัพอากาศไทย พร้อมกับกล่าวถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ที่สามารถขับเครื่องบินได้หลายรุ่น
รายงานข่าวของ The Aviation Hub ระบุภารกิจฝึกครั้งนี้ในเวลาราวๆ 41 นาที ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมทอดพระเนตร
ทั้งนี้ The Aviation Hub คือแพลตฟอร์มสื่อและสำนักข่าวสารระดับนานาชาติที่รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินโดยเฉพาะ
The Aviation Hub ยังได้อ้างรายงานของ AeroTime สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับสากลที่รายงานข่าวสารเชิงลึกในอุตสาหกรรมการบิน ระบุว่าเที่ยวบินของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ขึ้นบินจากรันเวย์ที่ 22 ณ ฐานทัพในอำเภอพุนพิน ตอน 10.06 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) โดยสมเด็จพระราชินีทรงรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนการบินและทรงตรวจสอบเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยวตามขั้นตอนก่อนขึ้นบิน ก่อนที่จะทรงนำเครื่องเคลื่อนตัวออกไปเพื่อทำการขึ้นบิน
รายงานข่าวระบุว่าพลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้บัญชาการกองบินที่ 7 ได้ร่วมสังเกตการณ์การฝึกบินเช่นกัน และหลังจากลงจอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานช่อดอกไม้แสดงความยินดี และทรงประดับเครื่องหมาย Gripen Order Golden Patch (อาร์ม) อันเป็นเครื่องหมายอาร์มปักสีทองทรงเกียรติ ที่มอบให้กับผู้ที่ผ่านการทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen พระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี
AeroTime รายงานเสริมว่า Gripen Order เป็นเครื่องหมายเกียรติยศที่สมาคมเกียรติยศ Gripen Order ประเทศสวีเดน มอบให้กับนักบินที่สามารถทำการบินและควบคุมเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen ด้วยตนเอง (Solo Flight) และเท่ากับเป็นการรยอมรับสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีเป็นสมาชิกเต็มตัว
บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักพระราชวังระบุว่า พระองค์คือนักบินเครื่องบินขับไล่ Gripen หญิงคนแรกของไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับทั้งกองทัพอากาศไทยและประชาคมผู้ปฏิบัติการเครื่องบิน Gripen ในวงกว้าง ตามรายงานของ he Aviation Hub
เที่ยวบินเดี่ยวครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของหลักสูตรปรับแบบสำหรับเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ 20 (Fighter-Attack Aircraft Type 20) ซึ่งเป็นรหัสเรียกขานของกองทัพอากาศไทยที่กำหนดไว้สำหรับเครื่องบินกริพเพน โดยพระองค์ทรงเข้ารับการฝึกตามคำเชิญของกองทัพอากาศ และทรงปฏิบัติตามหลักสูตรมาตรฐานการฝึกนักบินกริพเพนของกองทัพอากาศทุกประการ
รายงานข่าวระบุว่าโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2026 ประกอบด้วยหัวข้อวิชาการและขั้นตอนการปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉินรวม 45 หัวข้อ ตามด้วยการฝึกบินด้วยเครื่องจำลองสถานการณ์จำนวน 20 เที่ยวบิน จากนั้นพระองค์ได้ทำการบินด้วยเครื่องบิน Saab JAS 39D Gripen แบบ 2 ที่นั่งร่วมกับครูฝึก โดยมีชั่วโมงบินสะสมประมาณ 10 ชั่วโมง ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำการบินด้วยเครื่องบิน JAS 39C แบบที่นั่งเดี่ยว
The Aviation Hub ระบุว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีทรงมีประสบการณ์ด้านการบินอย่างกว้างขวาง ขณะที่ AeroTime เน้นว่าพระองค์ขึ้นบินเป็นครั้งแรกในวันที่ 13 พฤษภาคม 2010 ด้วยเครื่องบิน Cessna T-41D ของฝูงบิน 604 แห่งกองบิน 6 ในกรุงเทพฯ
ต่อมาพระองค์ได้รับประสบการณ์กับเครื่องบินอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น CT-4E Airtrainer, Pilatus PC-9, Mooney M20M และ Piper PA-34 Seneca นอกจากนี้แล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ยังเคยทำหน้าที่เป็นนักบินผู้ช่วยของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บนเที่ยวบินในเที่ยวบินส่วนพระองค์ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 และ 737-800 โดยมีชั่วโมงบินเฉพาะกับเครื่องบินรุ่น 737-800 มากกว่า 450 ชั่วโมง
ใรรายงานของ The Aviation Hub ระบุว่าประสบการณ์การบินรวมของพระองค์จากอากาศยานทุกประเภทในขณะนี้มีมากกว่า 1,188 ชั่วโมง
กองบิน 7 เป็นที่ตั้งของฝูงบิน Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งเริ่มเข้าประจำการในปี 2011 เดิมทีประเทศไทยได้รับเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 12 ลำ แต่ปัจจุบันมีใช้งานอยู่ 11 ลำ หลัง JAS 39C ลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุในเดือนมกราคม 2017
ฝูงบินนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้น โดยทาง AeroTime รายงานว่าไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 ลำในเดือนสิงหาคม 2025 จากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2026 คณะผู้แทนของกองทัพอากาศไทยที่นำโดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ไปตรวจเยี่ยมการเริ่มต้นกระบวนการประกอบเครื่องบิน Gripen E ลำแรกของไทย ณ โรงงานของบริษัท Saab ในเมืองลินเชอปิง ประเทศสวีเดน ขณะที่ทาง Saab บริษัท ผู้ผลิตยืนยันว่าการส่งมอบตามสัญญาจะมีขึ้นภายในปี 2030
The Aviation Hub รายงานว่าเที่ยวบินเดี่ยวกริพเพนของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับกองทัพอากาศไทย และดึงดูดความสนใจอย่างมากต่อความมุ่งมั่นที่มีมาอย่างยาวนานของไทยที่มีต่อเครื่องบินขับไล่ของสวีเดน ด้วยคำสั่งซื้อเครื่องบิน Gripen รุ่น E/F ชุดใหม่และการดำเนินการประกอบที่กำลังดำเนินอยู่ที่เมืองลินเชอปิง เครื่องบินรุ่นนี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของไทยไปจนถึงช่วงทศวรรษหน้า
ขณะเดียวกันการที่พระองค์สำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมเต็มรูปแบบของกองทัพอากาศไทย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภาคทฤษฎี การฝึกกับเครื่องช่วยฝึกบิน และการฝึกบินร่วมกับครูฝึก ไปจนถึงการบินเดี่ยวด้วยเครื่องบินขับไล่ประจำการแนวหน้า เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งที่ราชวงศ์ทรงมีต่อกองทัพอากาศและยุทโธปกรณ์ของกองทัพ รายงานกล่าวปิดท้าย
(ที่มา:theaviationhub/AeroTime)

