xs
xsm
sm
md
lg

เกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำยูเครนกลับประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เกาหลีใต้เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ว่าได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำยูเครนกลับประเทศ เพื่อตอบโต้ความขัดแย้งทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากกรณีการส่งตัวเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือมายังกรุงโซล

ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกันนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยเรื่องการส่งตัวเชลยศึกเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกรุงโซล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ครอบครัวของเชลยศึกที่ยังอยู่ในเกาหลีเหนือตกอยู่ในความเสี่ยง

การเรียกตัวทูตกลับประเทศครั้งนี้ยังมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนที่ระบุว่า มีการจัดส่งเชื้อเพลิงน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่คือน้ำมันดีเซล มากกว่า 176,000 ตัน จากเกาหลีใต้ไปยังรัสเซียในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม จนนำมาซึ่งข้อกล่าวหาว่ากรุงโซลกำลังช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงของรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า "รัฐบาลได้ตัดสินใจเรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำยูเครนกลับประเทศแล้ว"

"รัฐบาลหวังว่าประเด็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ทั้งหมดระหว่างสองประเทศจะได้รับการคลี่คลายด้วยดี และจะยังคงหารือกับฝ่ายยูเครนต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว"

สถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำกรุงโซลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น

นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 เกาหลีเหนือได้กลายเป็นพันธมิตรรายสำคัญของทำเนียบเครมลิน โดยได้ส่งทหารไปสนับสนุนความพยายามทำสงครามของมอสโกแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางทหาร

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินเมื่อปีที่แล้วว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในสงครามราว 2,000 นาย ขณะที่การประเมินล่าสุดระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บรวมกันอยู่ที่ประมาณ 6,000 นาย

ความหวังของยูเครนที่จะได้รับยุทโธปกรณ์จากกรุงโซลต้องประสบกับความยุ่งยากจากกรณีข้อพิพาทเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของเซเลนสกี

จนถึงขณะนี้ เกาหลีใต้ยังไม่ได้จัดหาอาวุธสังหารให้แก่ยูเครน โดยอ้างถึงกฎหมายภายในประเทศที่ห้ามให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศที่กำลังทำสงคราม

ก่อนหน้านี้ กรุงโซลได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตยูเครนเข้าพบและขู่ว่าจะใช้ "มาตรการอื่นๆ" เพิ่มเติมซึ่งยังไม่มีการระบุรายละเอียด ขณะที่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ได้เรียกร้องให้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีการเปิดเผยเรื่องเชลยศึก

อันดริย์ ซีบีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "ความเข้าใจผิดทางการทูต"

รายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน (The Guardian) ของอังกฤษในสัปดาห์นี้ ส่งสัญญาณว่าความตึงเครียดอาจลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากข้อกล่าวหาเรื่องการส่งออกเชื้อเพลิงไปยังรัสเซีย ในช่วงเวลาที่ยูเครนกำลังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ขณะที่มอสโกกำลังเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

ที่ปรึกษาของเซเลนสกีกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการส่งน้ำมันดีเซลดังกล่าว "ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง" กับนโยบายคว่ำบาตรของเกาหลีใต้ ซึ่งทางกรุงโซลได้ออกมาประณามคำกล่าวขาดังกล่าวว่า "ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง" และ "ไม่เหมาะสม"

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ร่วมใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นต่อรัสเซียและเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตร นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ออกแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดีระบุว่า ต่อให้เชื้อเพลิงดังกล่าวจะมีต้นกำเนิดมาจากเกาหลีใต้จริง (ซึ่งทางกระทรวงแย้งว่ายังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด) ก็ไม่ถือว่าขัดต่อคำสั่งห้ามการส่งออกของประเทศแต่อย่างใด

"ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านการกลั่น ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซลเชิงพาณิชย์และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ที่ระบุไว้ในรายงานของเดอะการ์เดียนนั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกของเกาหลีใต้ที่มีต่อรัสเซีย" กระทรวงระบุ พร้อมเสริมว่าการส่งออกทั้งหมดไปยังมอสโกลดลงกว่าครึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

ที่มา เอเอฟพี