เรื่องการดวลจรวด-ดวลระเบิด ควักปืน-ผา-หน้าไม้ ออกมาเล่นงานกันและกัน...หรือเรื่อง “การทหาร” ไม่ว่าระหว่างคุณพ่ออเมริกาและอิสราเอลกับคุณปู่อิหร่าน ระหว่างผู้ที่ยากจนที่สุดในโลกอย่างนักรบ “Houthi” แห่งเยเมนกับอภิมหาเศรษฐีซาอุฯ มันจะเป็นไปในรูปไหน? เมื่อไหร่? อย่างไร?...สำหรับปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาต “พักชมโฆษณา” เอาไว้สักครู่ เพราะอยากเชิญชวน ให้ลองหันไปให้ความสนใจ เรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องปาก เรื่องท้องหรือเรื่อง “การเศรษฐกิจ” นั่นแหละเป็นหลัก...
เพราะเมื่อวัน-สองวันมานี้ (3 ต.ค.) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญในเรื่องพลังงาน ไม่ว่าเรื่องไฟฟ้า น้ำมัน หรือแก๊ส ในระดับโลก อย่าง “นายKarl W. Miller” ผู้บริหารอุตสาหกรรมพลังงาน อดีตประธานและ “CEO” “บริษัท MMC Energy” เขาได้ออกมาแสดงความคิด ความเห็น เอาไว้ละเอียดยิบ ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “The Five-Year Global Energy Crisis” โดยถ้าใครสนใจรายละเอียดคงต้องลองไป “คลิก” หาอ่านกันเอาเอง หรือลองแวะไปที่เว็บไซต์ “ZeroHedge” ที่ผู้ซึ่งใช้นามปากกาว่า “Tyler Durden” เขานำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดกันอีกต่อ ก็คงพอได้ และไม่ว่ารายละเอียด ตื้น-ลึก-หนา-บางในเรื่องราวดังกล่าว มันจะน่าคิดสะกิดใจ น่าสนใจ-ไม่น่าสนใจ หรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ แต่อาจส่งผลให้ใครต่อใครต้องเกิดอาการ “ขนหัวลุก-ขนคอตั้ง” เอาง่ายๆ โดยเฉพาะกับข้อสรุปที่ว่า แม้ว่าแต่ละฝ่าย...ไม่ว่าอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน-เยเมน-ซาอุฯ จะเลิกแล้วต่อกัน หรือจะตัดสินใจ “หยุดยิง” กันในวันนี้-พรุ่งนี้ แต่ปัญหาพลังงาน หรือ “วิกฤตพลังงาน” มันจะไม่สูญสลายหายวับไปจากโลกใบนี้แต่อย่างใด เพราะอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 5 ปี ไม่ต่ำไปกว่านั้น...ถึงทุกสิ่งทุกอย่างจะหวนกลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม!!!
นี่...อันนี้นี่แหละ ที่จะทำให้ต่อใครหนีไม่พ้นต้อง “สะดุ้งจนเรือนไหว” ไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะเมื่ออาจต้องเจอกับการ “ขาดแคลนพลังงาน” ไปเป็นประเทศๆ อันจะนำมาซึ่ง “ผลต่อเนื่อง” ที่ร้ายกาจ ร้ายแรงเอามากๆ ไม่ว่า “ภาวะเงินเฟ้อ” ที่เป็นเรื่องหนักหนา-สาหัสสำหรับ “ธนาคารกลาง” ของแต่ละประเทศ เนื่องจากมันไม่ใช่เป็นสิ่งที่สามารถกระชากให้กลับมาสู่จุดเดิมได้ง่ายๆ “ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค” ที่จะพุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคา โดยจะไปถึงอวกาศหรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป หรือการ “เสื่อมค่า” เสื่อมราคาสกุลเงินตราท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ไปจนถึง “ปัญหาหนี้สิน” ที่แต่ละประเทศ ล้วนแล้วแต่นิยมนำเอาเงินในอนาคตออกมาใช้ จนต่างอ่วมอรทัยไปแทบทุกประเทศ ฯลฯ ฯลฯ...
ด้วยเหตุเพราะพลังงาน...โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ตลอดไปจนน้ำมันเติมเครื่องบิน หรือ “Jet Fuel” มันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยง กับ “เส้นเลือดทางเศรษฐกิจ” ในแต่ละรูป แต่ละแบบ ไม่ว่าการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก เครื่องบิน การใช้เครื่องจักรกลในฟาร์มแต่ละฟาร์ม การทำเหมืองแร่ต่างๆ การก่อสร้าง ไปจนถึงการผลิตไฟฟ้า ฯลฯ แต่ในเมื่อน้ำมันแต่ละชนิด แต่ละประเภท มันสูญสลายหายวับไปกับตา ไม่ว่าเพราะ “สงคราม” ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน เยเมนกับซาอุฯ หรือความพยายามโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียของ “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างยูเครน ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ปริมาณน้ำมันนับล้านล้านบาร์เรลหายไปจาก “ตลาด” แต่ยังทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในการผลิตพลังงานเหล่านี้ พังพินาศกันไปเป็นแถบๆ เช่น ในบรรดาประเทศอ่าวฯ (GCC) ทั้งหลาย...
ถ้าว่ากันตามการคิดคำนวณของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและด้านการฟื้นฟูโรงงานผลิต อย่าง “นายKarl Miller” แล้ว อาจต้องใช้เงินราวๆ 1.16 ล้านล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟูระบบพลังงานในประเทศอ่าว หรือถ้ารวมระยะเวลาที่ต้องบวกดอกเบี้ยเข้าไปด้วย ไปจนการสรรหาอุปกรณ์-เครื่องมือที่ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ งบประมาณในการฟื้นฟูบรรดาระบบดังกล่าว อาจมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.53 ล้านล้านดอลลาร์ และนั่นย่อมทำให้แต่ละประเทศที่ต้องเอาเงินไปใช้จ่ายในเรื่องอื่นๆ ที่อาจจำเป็นยิ่งกว่า ไม่ว่าการนำเข้าอาหาร จ่ายเงินเดือน หรืออะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย ย่อมมิอาจทุ่มเทให้กับการซ่อมแซมระบบผลิตพลังงานของตัวเองเพียงลูกเดียวล้วนๆ และนั่นเท่ากับยิ่งทำให้ “กระบวนการฟื้นฟู” ระบบที่ว่าให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม ยิ่งยืดเยื้อยาวนานยิ่งขึ้นไปใหญ่ หรืออาจคืนสู่สภาพเดิมได้ราวๆ แค่ 60 เปอร์เซ็นต์ในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือปี ค.ศ. 2031 ไปจนอาจคาราคาซังไปอีก 7 ปีข้างหน้าเอาเลยก็เป็นได้...
และนั่นเอง...ที่จะทำให้น้ำมันดีเซล ตลอดจนน้ำมันเติมเครื่องบิน จะหายไปจากตลาดวันละ 3 ล้านบาร์เรลเป็นอย่างน้อย หรือปีละ 1,100 ล้านบาร์เรล หรือ 5,500 ล้านบาร์เรลในตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปี อันจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก ที่ต้องผูกติดเชื่อมโยงกับความเป็นไปของบรรดาพลังงานเหล่านี้ หนีไม่พ้นต้องล้มคว่ำคะมำหงาย กู่ไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี กุสลาธัมมา-อกุสลาธัมมา เอาง่ายๆ ไม่เว้นแม้แต่เศรษฐกิจของคุณพ่ออเมริกา ผู้เริ่มก่อเวร ก่อกรรม ด้วยการเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพื่อสนองตอบต่อความปรารถนา-ต้องการของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอล หรือต่อนักธุรกิจชาวยิว ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิว ก็แล้วแต่จะว่ากันไป...
ส่งผลให้ราคาน้ำมันในอเมริกา ปาเข้าไป 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนไปแล้วในทุกวันนี้ อัตราเงินเฟ้อพุ่งพรวดๆ จนธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย แบบชนิดหาทางลงตามที่ประธานาธิบดีต้องการแทบไม่เจอ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ว่าระยะสั้น ระยะยาว เขยิบขึ้นสู่จุด “อันตราย” โดยเฉพาะพันธบัตรระยะ 10 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยเลยระดับ 5 เปอร์เซ็นต์ ใกล้ๆ ถึง 6 เปอร์เซ็นต์รอมร่อ อันจะส่งผลให้ “หนี้สิน” ของประเทศที่มีอยู่ราวๆ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เขยิบสูงขึ้นไปอีก ชนิดไม่ว่าชาติหน้าหรือชาติไหนๆ ก็ยากจะใช้หนี้ได้หมด โอกาสที่จะนำไปสู่การ “ผิดนัดชำระหนี้” ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งเข้าไปทุกที หรือโอกาสที่จะส่งผลให้ “เงินดอลลาร์” ต้องกลายเป็น “แบงก์กงเต๊ก” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย!!!
ด้วยเหตุนี้นี่เอง...เลยต้องเกิดการ “ไขก๊อก” นำเอาน้ำมันสำรอง จาก “คลังน้ำมันฉุกเฉิน” มาใช้ประคับประคองสถานการณ์แบบ “เอาตัวรอด” ไปวันๆ ส่งผลให้สำรองน้ำมันโลก ที่เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินลดลงไปแล้วถึง 507 ล้านบาร์เรลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หรือตั้งแต่เปิดฉากสงครามเป็นต้นมา แต่นั่นก็ยังไม่สามารถช่วยอะไรได้มากมาย ส่งผลให้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ต้องหันไปกด ไปบีบ พันธมิตรผู้เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่ในยุโรป ให้รีบไขก๊อกนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินของตัวเองออกมาใช้ และด้วยแรงกด แรงบีบ อันเนื่องมาจากบรรดาชาติยุโรปทั้งหลายต่างอยากจะเลิกพึ่งพา “น้ำมันรัสเซีย” แม้ราคาถูกแสนถูก ด้วยการหันมาพึ่งพา “น้ำมันอเมริกัน” ที่แพงฉิบหาย หรือแพงกว่าราคาตลาด 4 เท่า 5 เท่า การประกาศว่าอเมริกาอาจไม่ส่งออก “น้ำมันดีเซล” ไปยังยุโรป ทำให้พวกอียู-อีย้วยทั้งหลาย เลยต้องยอมไขก๊อก ยอมเทน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 100 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด และพร้อมจะยกเลิกข้อจำกัดในการส่งออกพลังงาน...
แต่ก็นั่นแหละ...ถ้ามองถึงปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากตลาดภายในระยะ 5 ปี จำนวนไม่ต่ำไปกว่า 5,500 ล้านบาร์เรลเป็นอย่างน้อย ตามที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง “นายKarl Miller” เขาคิดคำนวณไว้ล่วงหน้า บรรดาน้ำมันสำรองฉุกเฉินทั้งหลาย คงมิอาจ “เติมเต็ม” ต่อบรรดาอุปสงค์ ต่อบรรดาความต้องการพลังงานของโลกทั้งโลกอยู่แล้วแน่ๆ “ภาวะขาดแคลนพลังงาน” จึงเป็นสิ่งที่กำลังอุบัติขึ้นมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ และนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลกทั้งโลกไม่ใช่แค่ในระยะสั้นๆ เท่านั้น ดังที่รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย “นายMaxim Reshetnikov” เขาได้พูดเอาไว้ ณ เวทีประชุม “G20” ที่เมืองมิลวอกี วิสคอนซิน ประเทศอเมริกา เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ต.ค.) นั่นแหละว่า... “โลกทั้งโลก...จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านไปอย่างต่อเนื่อง-ยาวนาน โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาน้อยและขึ้นอยู่กับการนำเข้าสินค้าต่างๆ หรือมีทรัพยากรจำกัด” จะหนักหนา-สาหัส เอามากๆ!!!
สรุปง่ายๆ ว่า...ด้วยความหน้ามืด-ตามัว หรือ “ความบ้า” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ในการเปิดศึกสงครามกับอิหร่าน ทั้งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ กับประเทศตัวเอง หรือกับบรรดาอเมริกันชนเอาเลยแม้แต่น้อย แต่เพื่อตอบสนองต่อบรรดานักธุรกิจชาวยิว ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวเป็นหลัก ได้กลายเป็นตัว “บ่อนทำลาย” โลกทั้งโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะหาทางออก-ทางไป หาทางลงแทบไม่เจอ จวบจนตราบเท่าทุกวันนี้ หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที...

