xs
xsm
sm
md
lg

ศึกรื้อ “สสส.” ดึงเงินเข้าคลังรัฐ ทำเพื่อประชาชนหรือวาระซ่อนเร้นทางการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ย้อนไปเมื่อปี 2544 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถือกำเนิดขึ้นด้วยโมเดลการคลังระดับนวัตกรรมที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) เอ่ยปากยกย่องไปทั่วโลก และในโลกนี้มีไม่ถึง 7 ประเทศที่ทำได้! นั่นคือระบบ "ภาษีเฉพาะเพื่อสุขภาพ" (Earmarked Tax) หรือการหักเงินบำรุง 2% เพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบส่งตรงเข้ากองทุน โดยไม่ต้องส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน

แต่แล้ว... ผ่านไปเกือบสองทศวรรษครึ่ง เม็ดเงินสะสมกว่า 80,000 – 90,000 ล้านบาท ที่หลั่งไหลเข้า สสส. ปีละ 4,000–4,500 ล้านบาท กำลังจะถูก “รื้อถอน” ด้วยการผลักดันของ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล”

สาระสำคัญในร่างกฎหมายค่ายสีน้ำเงินเสนอให้ ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุง 2% จากผู้เสียภาษีสุรา-ยาสูบ แล้วต้อน สสส. กลับเข้าสู่ระบบ "ขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี" ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกระทรวงข้าราชการทั่วไป

แน่นอน ข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า ทำด้วยความปรารถนาดีหรือมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง กันแน่

ภูมิใจไทยอ้างวินัยการคลัง vs ข้อโจมตี "ท่อน้ำเลี้ยง NGO หน้าเดิม"


ฝ่ายการเมืองยกตำรา พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ขึ้นมาชู โดยอ้างว่าเงินภาษีทุกบาทต้องส่งเข้าคลัง ไม่ควรมี "เงินนอกงบประมาณ" ก้อนโตที่สภาฯ ตรวจสอบล่วงหน้าไม่ได้

ขณะเดียวกัน ยังมีฝ่ายเปิดแผลโจมตีว่า สสส. กลายเป็น "ท่อน้ำเลี้ยงเอ็นจีโอ" จัดสรรงบประมาณกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนหน้าเดิม ซึ่งแม้จะไม้ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงในเรื่องนี้ได้

ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. ตั้งคำถามว่า สสส. ใช้เงินคุ้มค่าหรือไม่? ตัวเลขคนติดสุรา ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้านับวันยิ่งเพิ่มขึ้น แถม สสส. ยังมีเงินสะสมเหลือค้างบัญชีหลายพันล้าน นำไปตั้งข้อบังคับดึงเงินสภาพคล่องไปลงทุนในตราสารหนี้-ตราสารทุนผ่าน บลจ. หาผลประโยชน์ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายแม่บท เทียบเคียงเคส Thai PBS (เรื่องเสร็จที่ 1439/2560)

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ แล้ว เงิน 2% ที่เลิกหักเข้า สสส. จะไปไหน?

กรมสรรพสามิต ออกมาแถลงปากเปล่าว่าจะออก "กฎกระทรวง" ขึ้นภาษีสรรพสามิตปกติชดเชย เพื่อให้นายทุนเหล้า-บุหรี่จ่ายเท่าเดิม...หรือมิได้หมายความว่าจะไม่ปล่อยผีเงินภาษีก่อนนี้คืนไปให้บริษัทเหล้า-บุหรี่

ขณะที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงแทนนายกฯ ยอมรับว่ารัฐบาลสั่งให้ระมัดระวังสูงสุด โดย สสส. ได้ยุติการจ้าง บลจ. บริหารเงินแล้ว และดึงเงินสำรองเข้าบัญชีออมทรัพย์ พร้อมเตรียมปรับตัวชี้วัด สสส. ให้ผูกกับ KPI กระทรวงสาธารณสุข และลดเงินสำรองจาก 2,000 ล้าน เหลือ 1,500 ล้านบาท

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์ หากยกเลิกเงินบำรุงที่เดิมเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต รัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกลไกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ส่วนดังกล่าวยังเข้าสู่รัฐ แล้วนำมาจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น

ส่วนฝั่ง ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการ สสส. ออกหมัดโต้ทันควันว่า การยกเลิก Earmarked Tax จะทำให้เงิน 14,000 ล้านบาท (รวม 4 กองทุน) หายไปจากระบบสาธารณะ "เงินไม่ได้กลับเข้ากรมสรรพสามิต แต่นี่คือการตัดงบภาษีบาป คืนเข้ากระเป๋าอุตสาหกรรมเหล้า-ยาสูบโดยตรง" ทำให้กลุ่มทุนมีกำไรไปทำโปรโมชันและการตลาดได้มหาศาล

ขณะที่ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ท้วงติงโฆษกรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนว่า "การที่ สสส. ทำงานแล้วคนสูบบุหรี่น้อยลง ทำให้รัฐเก็บภาษีได้น้อยลง ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?" เพราะรัฐจะประหยัดค่ารักษาพยาบาลระยะยาวได้มากกว่าภาษีหลายเท่า พร้อมย้ำว่า "หากสงสัยเรื่องบริหารเงิน ก็ไปปรับปรุงระบบตรวจสอบ ความโปร่งใส ไม่ใช่มาทำลาย Earmarked Tax!"

ส่วน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. คนปัจจุบัน ย้ำเตือนว่า สสส. คือนวัตกรรมสังคมระดับโลกที่ดึงภาคประชาสังคมมาร่วมมือกับรัฐ การปรับเปลี่ยนต้องฟังเสียงภาคีเครือข่ายอย่างรอบคอบ

กางบัญชีเงิน 4,000 ล้าน สสส. ไหลไปหาใคร?

เพื่อตอบข้อกล่าวหาเรื่องการ "อุดหนุนเครือข่ายหน้าเดิม" หากกางบัญชีดูโครงสร้างการจัดสรรเงินปีละ 4,000 – 4,500 ล้านบาท ของ สสส. ผ่าน 15 แผนงานหลัก จะพบการกระจายเงินออกเป็น 4 ก้อนสำคัญ:

•ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและ NGO (30-40%): มูลนิธิ, สภาเด็กและเยาวชน, เครือข่ายงดเหล้า, เครือข่ายรณรงค์ไม่สูบบุหรี่, และความปลอดภัยทางถนน

•หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น (30-35%): โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), อบต., เทศบาล, โรงเรียน และกระทรวงสาธารณสุข

•ภาควิชาการและสื่อสารมวลชน (20-25%): มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และองค์กรสื่อ เพื่อวิจัยและรณรงค์

•งบบริหารจัดการองค์กร (ไม่เกิน 10%): จำกัดไว้ตามกฎหมายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร สสส.

สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง NGO หน้าเดิม" มักถูกฝ่ายการเมืองหยิบยกมาโจมตีเสมอ แต่ในมุมมองของนักวิชาการสาธารณสุขและภาคประชาสังคมอยู่ตรงที่ การทำงานรณรงค์เปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคม เช่น การคุมยาสูบ สุรา หรือความปลอดภัยทางถนน ไม่สามารถเปลี่ยนตัวผู้รับทุนใหม่ทุกปีเหมือนการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปได้

เหตุผลก็คือ การขับเคลื่อนกฎหมายหรือสู้กับกลยุทธ์การตลาดของค่ายเหล้า-บุหรี่ ต้องอาศัยองค์ความรู้ คณะทำงานวิจัย และเครือข่ายที่ลงลึกทำงานในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องยาวนาน การสนับสนุนทุนต่อเนื่องจึงเป็นการ "สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันภาคประชาชน" ขณะที่ หน่วยงานรัฐมักติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและงบประมาณในการทำแคมเปญรณรงค์ สสส. จึงใช้กลไกภาคประชาสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนแทน

ทั้งนี้ สสส. ยืนยันว่าการอนุมัติทุนทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการบริหารแผน มีระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ (KPI) และผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทุกปี ไม่ใช่การแจกเงินตามใจชอบ

"รณรงค์มานมนาน แต่เหล้า-บุหรี่ไม่เห็นลดลง" จริงไหม?


ข้อโจมตี สสส. ที่ว่า "รณรงค์มานมนานแต่ยอดดื่ม-สูบไม่ลดลงเลย" คืออาวุธหลักที่ฝ่ายการเมืองใช้ถล่ม สสส. แต่เมื่อเปิด ข้อมูลสถิติจริงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลับพบภาพจริงที่ทั้งลดลงและน่ากังวล:

•อัตราการสูบบุหรี่ (ลดลงจริงชัดเจน): จากปี 2544 อยู่สูงถึง 25.5% ลดลงเหลือ 16.5% ในปี 2567 (ลดลงเกือบ 10% ตลอด 20 กว่าปี)

•อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ (ทรงตัวและพุ่งสูงขึ้น): จากเดิมทรงตัวร้อยละ 28–30 แต่ในปี 2567 กลับพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 35.2% (คิดเป็น 20.9 ล้านคน) จากการเข้าถึงง่ายขึ้นในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง

•ภัยใหม่ออกนอกควบคุม: การแพร่ระบาดอย่างหนักของ บุหรี่ไฟฟ้า ในกลุ่มเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างและการบังคับใช้กฎหมายที่ลำพังการรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยับยั้งได้ทั้งหมด

วิเคราะห์ข้อโต้แย้ง ใครมีน้ำหนักมากกว่ากัน?


เมื่อวิเคราะห์ข้อโต้แย้งผ่าน หลักรัฐศาสตร์, การคลังสาธารณะ และ นโยบายสาธารณะ จะพบว่าคู่ขัดแย้งมองคนละมุม

1.หากมองผ่านแว่นตารัฐศาสตร์ & การคลังสาธารณะ (ฝ่ายการเมืองได้เปรียบ): ตามหลักประชาธิปไตย สส. ที่มาจากการเลือกตั้งควรมีอำนาจคุมงบแผ่นดิน การมีหน่วยงานที่ได้เงินภาษีอัตโนมัติปีละ 4,000 ล้านบาท โดยสภาฯ ตรวจสอบล่วงหน้าไม่ได้ ถือเป็นสภาวะที่ขัดหลักการคลังรวมศูนย์

2.แว่นตานโยบายสาธารณะ & สาธารณสุข (ฝั่ง สสส. ได้เปรียบ): งานสร้างเสริมสุขภาพและการคานอำนาจกลุ่มทุนเหล้า-บุหรี่ ไม่สามารถทำได้ผ่านระบบราชการเทอะทะ การมีงบประมาณอิสระตามหลัก ผู้ก่อผลกระทบต้องจ่าย คือเครื่องมือเดียวที่เข้มแข็งพอจะสู้งานระยะยาว 25 ปี โดยไม่ถูกนักการเมืองสั่งตัดงบเพื่อเอื้อนายทุน!

การเปิดศึกรื้อถอน "ภาษีเฉพาะเพื่อสุขภาพ" ของ สสส. ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องต้องติดตามอย่างไม่กระพริบตา