"ฝูงไฮยีน่า วุฒิสภาสีน้ำเงิน" ภาพจำการเมืองที่ลบไม่ออก จากปมฮั้วเลือกตั้งสู่พฤติกรรมกินรวบ และการละเลยหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล จนสังคมกังขากับบทบาทของสภาสูงที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน
ถ้อยคำเปรียบเปรยของ “นันทนา นันทวโรภาส” สมาชิกวุฒิสภา ที่เปรียบการทำหน้าที่ของ สว.ชุดปัจจุบันว่าไม่ต่างจากการอยู่ท่ามกลาง “ฝูงไฮยีน่า” นับเป็นภาพเปรียบเปรยทางการเมืองที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจนที่สุดคำหนึ่ง
ไฮยีน่าเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง รุมล้อม กัดกิน และช่วงชิงอาหารเมื่อมีโอกาส เมื่อนำมาเปรียบกับพฤติกรรมของ สว.กลุ่มสีน้ำเงินที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่สังคมจะเข้าใจว่าทำไมคำเปรียบเปรยนี้จึงสร้างแรงสะเทือนขึ้นมาในทันที
ปัญหาของวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ สว.เข้ารับตำแหน่ง แต่เริ่มมาตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 200 คน ตั้งแต่ต้นก็มีข้อครหาอย่างหนักถึงความไม่โปร่งใส การจัดตั้งกลุ่ม การลงคะแนนเป็นเครือข่าย และข้อกล่าวหาเรื่องการ “ฮั้วเลือก สว.” จนกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดี โดย กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องหลายสิบคน ซึ่งมี สว.รวมอยู่ด้วย
การฮั้วสว.เกิดขึ้นมาได้ เพราะทีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ระดมคนไม่ตรงปกหรือมีคุณสมบัติที่จะเป็นสว.ได้มาสมัคร ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำเรียก “สว.ไม่ตรงปก” ขึ้นมา เพราะภาพที่ประชาชนเห็นหลังจากการเลือกสว. คือ การมีส.ว.ที่ไม่ได้สอดคล้องกับภาพของวุฒิสภาที่ควรเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นอิสระ หากแต่กลับปรากฏการรวมกลุ่มทางการเมืองอย่างเหนียวแน่น การลงมติในเรื่องสำคัญที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีทิศทางไปในทางเดียวกัน และการใช้เสียงข้างมากเพื่อกำหนดทิศทางของวุฒิสภา สภาสูงจากที่ควรมีหน้าที่เป็นองค์กรตรวจสอบถ่วงดุล ได้กลายเเป็นพื้นที่ของกลุ่มอำนาจทางการเมือง
ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของ สว.ตามรัฐธรรมนูญ คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะวุฒิสภามีเครื่องมือในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่ไม่น้อย ทั้งการตั้งกระทู้ถาม การทำงานผ่านคณะกรรมาธิการ และการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลต้องเข้ามาชี้แจงต่อวุฒิสภาเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของประเทศ โดยไม่ใช่การลงมติไม่ไว้วางใจเหมือนในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นจากวุฒิสภากลับไม่ปรากฏเลย ทั้งที่กลไกดังกล่าวมีไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เช่นเดียวกับบทบาทของคณะกรรมาธิการ ซึ่งตามหลักควรเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาล ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ติดตามการแก้ไขปัญหาของประชาชน และรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำงานของกรรมาธิการจำนวนไม่น้อยหมดเวลาไปกับภารกิจลงพื้นที่ สัมมนา และศึกษาดูงาน โดยเฉพาะการจัดโครงการเดินทางไปศึกษาดูงานในจังหวัดต่างๆ ซึ่งแม้จะสามารถอธิบายได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรับฟังปัญหาประชาชน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และคุ้มค่ากับงบประมาณและเวลาที่ใช้ไปหรือไม่
เพราะในวันที่ประเทศกำลังมีปัญหา ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นเพียงภาพของคณะกรรมาธิการเดินทางไปจังหวัดต่างๆ หากต้องการเห็นผลจากการใช้อำนาจตรวจสอบ ต้องการเห็นรัฐบาลถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ต้องการเห็นหน่วยงานรัฐถูกเรียกมาชี้แจง ต้องการเห็นปัญหาที่ถูกเปิดโปงและข้อเสนอที่นำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
แน่นอนว่าไม่อาจเหมารวม สว.ทุกคนว่าเป็นเช่นเดียวกัน เพราะในวุฒิสภายังมีสมาชิกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงจุดยืนแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ของสภาถูกมองว่าอยู่ภายใต้กลุ่มก้อนเดียวกันของ 'ระบอบน้ำเงิน' การกระทำของคนกลุ่มใหญ่ย่อมกลายเป็นภาพจำของวุฒิสภาทั้งหมด และยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สมาชิกเสียงข้างน้อยถูกกีดกันออกจากพื้นที่การทำงานหรือไม่ได้รับการสนับสนุนให้เข้ามามีบทบาทในกรรมาธิการ คำถามเรื่อง “การกินรวบ” ก็ยิ่งดังขึ้น
ดังนั้น คำว่า “ฝูงไฮยีน่า” จึงอาจไม่ใช่เพียงถ้อยคำประชดประชันทางการเมือง แต่เป็นคำที่สะท้อนความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่งต่อพฤติกรรมของวุฒิสภาชุดนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นการรวมกลุ่ม การใช้เสียงข้างมาก และการจัดสรรพื้นที่ทางการเมืองภายในสภา
หาก สว.สีน้ำเงินเห็นว่าคำเปรียบเปรยดังกล่าวไม่เป็นธรรม วิธีพิสูจน์ที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงกว่าเดิม แต่คือการแสดงให้ประชาชนเห็นด้วยผลงานว่า พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพื่อปกป้องกลุ่มก้อน ไม่ได้เข้ามาเพื่อแบ่งสรรอำนาจ และไม่ได้เข้ามาเพื่อใช้เสียงข้างมาก “กินรวบ” พื้นที่ในวุฒิสภา แต่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
วุฒิสภาไม่ควรเป็นสถานที่ที่ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าใครกำลัง “กินรวบ” ใครกำลัง “รุมทึ้ง” และใครกำลังได้ประโยชน์ โดยหาก สว.ต้องการลบภาพ “ฝูงไฮยีน่า” ออกจากสายตาประชาชน ก็มีวิธีเดียวคือพิสูจน์ด้วยการทำงานจริง ใช้อำนาจตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา
มิฉะนั้น คำเปรียบเปรยของนันทนาอาจไม่ใช่เพียงคำพูดที่ร้อนแรงในทางการเมือง แต่จะกลายเป็นภาพจำของวุฒิสภาชุดนี้ไปอีกนานว่า เมื่ออำนาจถูกกระจุกอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเสียงข้างมากถูกใช้เพื่อรักษาพื้นที่ของพวกเดียวกัน ภาพที่ประชาชนมองเห็นก็ย่อมไม่ต่างจาก “ฝูงไฮยีน่า” ที่กำลังรุมทึ้งอาหารอยู่กลางสภาสูง

