บุรีรัมย์- เหยื่อถูกนายหน้าสาวแสบอ้างตัวเป็นทูต หลอกแรงงานเกือบ 200 คน ไปออสเตรเลียสูญเงินกว่า 10 ล้าน บุกโรงพักพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ จี้ถามคืบหน้าหลังศาลตัดสินลงโทษจำคุกนายหน้า 830 ปี พร้อมสั่งชดใช้เงินคืนกว่า 10 ล้าน ผ่านไปปีกว่ายังไม่ได้เงินคืนสักบาท แถมพ่อ แม่ ตา ยาย และแฟนที่ร่วมขบวนการยังลอยนวล ทำเหยื่อเครียดหนี้สินรุมเร้าคิดสั้นและป่วยเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิตแล้ว 3 คน
วันนี้ (6 ต.ค.69) ตัวแทนแรงงานที่ตกเป็นเหยื่อถูก น.ส.ออย นายหน้าสาวแสบ ชาว อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตออสเตรเลีย ร่วมกับพ่อซึ่งเป็นอดีตรองนายก อบต. แม่ ตา ยาย แฟน และอดีตรองปลัด อบต. รวม 7 คน หลอกลวงจะพาไปทำงานภาคเกษตร และโรงแรมที่ประเทศออสเตรเลีย สูญเงินค่าดำเนินการรายละ 60,000-120,000 บาท มีแรงงานตกเป็นเหยื่อเกือบ 200 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท แต่สุดท้ายถูกลอยแพ ได้รวมตัวกันเดินทางไปยัง สภ.พุทไธสง เพื่อสอบถามความคืบหน้า
หลังจากเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิพากษาจำคุก น.ส.ออย นายหน้า เป็นเวลา 830 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือคงจำคุก 332 ปี 996 เดือน แต่ตามประมวลกฎหมายอาญาลงโทษได้สูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงคงเหลือจำคุก 20 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก 10,790,000 บาท แต่หลังศาลตัดสินผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว ยังไม่มีผู้เสียหายรายใดได้รับชดใช้เงินคืนแม้แต่บาทเดียว โดยไม่รู้ว่าติดอยู่ที่ขั้นตอนไหน และที่คาใจคือจำเลยอีก 6 คน ประกอบด้วย พ่อ แม่ ตา ยาย แฟน และอดีตรองปลัด อบต.ที่ตกเป็นจำเลยในคดียังคงลอยนวล ไม่ได้ถูกสั่งฟ้อง
สร้างความคาใจให้กับผู้เสียหาย เพราะต่างเดือดร้อนเป็นหนี้เป็นสินจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ นำทอง และที่ดินไปจำนำจำนอง เพื่อนำเงินไปจ่ายให้กับนายหน้า เพราะหวังว่าจะได้ไปทำงานออสเตรเลียมีเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่สุดท้ายกลับมีหนี้สินรุมเร้า บางคนตกลง เพราะลาออกจากงานเดิมหวังจะไปทำงานต่างประเทศตามที่ น.ส.ออย หลอก แต่กลับกลายเป็นหนี้ จนกลายเป็นปัญหาในครอบครัวแตกแยก จนมีผู้เสียหายที่เครียดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงขั้นคิดสั้น และบางคนก็ล้มป่วยเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย จากกรณีดังกล่าวจึงได้มาสอบถามความคืบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พุทไธสง และขอความเป็นธรรมด้วย
ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ ฤทธิ์ไธสง รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.พุทไธสง ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวทางผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้เสียหายมีเป็นจำนวนมาก จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมาทำคดี จนมีการสรุปสำนวนส่งอัยการ และมีการสั่งฟ้อง น.ส.ออย ซึ่งเป็นนายหน้า และศาลได้ตัดสินจำคุก และสั่งให้จำเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายไปแล้ว ซึ่งผู้เสียหายที่แจ้งความที่ สภ.พุทไธสง มีทั้งหมด 196 ราย
กรณีที่ศาลตัดสินให้จำเลยชดใช้เงิน ถือว่าผู้เสียหายทุกคนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาล แต่ที่ผู้เสียหายคาใจว่าทำไมยังไม่ได้รับเงินทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้ว ในส่วนนี้อยู่ในชั้นบังคับคดีที่จะต้องสืบทรัพย์ ว่าจำเลยที่ศาลสั่งให้ชดใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหายตามคำพิพากษาว่า เขามีทรัพย์สินอะไรบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดี ซึ่งขั้นตอนนี้ตำรวจไม่สามารถทราบได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ได้แนะนำให้ผู้เสียหายไปยื่นเรื่องที่บังคับคดี
ในส่วนที่ผู้เสียหายคาใจว่าจำเลยอีก 6 คน ทำไมยังไม่ถูกสั่งฟ้อง ชี้แจงอีกว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการไปตามขั้นตอนแล้ว แต่ทางอัยการเห็นว่าในส่วนของจำเลยทั้ง 6 คน หลักฐานยังไม่แน่นพอ เพราะมีแต่คำให้การของพยานเป็นหลัก จึงให้กลับมาสอบสวนหาหลักฐานเพิ่ม ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการหาหลักฐานเส้นเงินที่เชื่อมโยง จากการตรวจสอบพบเส้นเงินเชื่อมโยงแม่ และแฟน ส่วนที่เหลือยังรอข้อมูลจากทางธนาคารเนื่องจากมีหลายธนาคาร ซึ่งทางตำรวจก็จะได้เร่งรัด เพื่อเร่งสรุปสำนวนส่งให้อัยการให้เร็วที่สุด ที่สำคัญต้องให้ได้หลักฐานที่แน่นพอจะเอาผิดกับผู้ร่วมขบวนการได้

