xs
xsm
sm
md
lg

“ไอเดียร์” แจ้ง “โรม”หมิ่นประมาท ฟ้องแก้เกี้ยว...หรือเอาจริง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้อยากชวนคุยเรื่องข้อกฎหมาย ของกรณีที่กำลังเป็นประเด็นร้อน หลังจาก “ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “รังสิมันต์ โรม” ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

เหตุเกิดจากการอภิปรายในสภา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง “รังสิมันต์” พูดพาดพิงถึง “สามีของส.ส.หญิงจังหวัดชัยภูมิ” ตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และตั้งข้อสังเกตเรื่องทรัพย์สินเกือบ 2,000 ล้านบาท

ต่อมา วันที่ 2 ตุลาคม “สุชาดา” ก็ไปแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง และครอบครัว และยืนยันว่า ตัวเองกับครอบครัวบริสุทธิ์
ตรงนี้แหละที่เกิดคำถามทางกฎหมายขึ้นมาว่า “รังสิมันต์ โรม” พูดในสภาจะถูกฟ้องได้หรือไม่?

หลายคนบอกว่า พูดในสภาก็มีเอกสิทธิ์ส.ส. ใครจะเอาคำพูดไปฟ้องไม่ได้ โดยเฉพาะ“สุชาดา” ก็เป็น สส. และอยู่ในที่ประชุมด้วย สามารถชี้แจงได้ทันทีอยู่แล้ว
อันนี้จริง… แต่จริงไม่ทั้งหมด
รัฐธรรมนูญ มาตรา 124 กำหนดว่า การกล่าวถ้อยคำ แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงในที่ประชุมสภา เป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด


แต่มีข้อยกเว้นสำคัญ ถ้าการประชุมนั้นมีการถ่ายทอดออกไป เช่น ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หรือช่องทางอื่น และถ้อยคำที่พูดในสภา ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา แล้วการพูดนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิทางแพ่ง ต่อ “บุคคลอื่นที่ไม่ใช่รัฐมนตรี หรือสมาชิกของสภานั้น” เอกสิทธิ์ก็ไม่ได้คุ้มครองแบบเด็ดขาดอีกต่อไป

กรณีนี้จึงเป็นเหตุผลที่ “สุชาดา” เลือกที่จะไปแจ้งความ ดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยอ้างว่าการอภิปรายวันนั้น มีการถ่ายทอดสด

ดังนั้น ถ้าถามว่า“พูดในสภาแล้วฟ้องไม่ได้เลยใช่ไหม?” คำตอบคือ ไม่ใช่ ...ต้องดู มาตรา 124 วรรคสอง และข้อเท็จจริงของการพูดด้วย

ทีนี้มาถึงอีกคำถาม ที่คิดว่าน่าสนใจ และเป็นประเด็น ... ถ้าคนที่ถูกพาดพิงโดยตรง คือ สามี แล้วภรรยา เป็นคนไปแจ้งความ ภรรยาเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ?

นี่คือสถานการณ์จริงของเรื่องนี้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ผู้เสียหาย คือ บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด
ในคดีหมิ่นประมาท โดยหลัก คนที่ถูกกล่าวหาและชื่อเสียงได้รับความเสียหาย ก็คือผู้เสียหาย

เพราะฉะนั้น ถ้าข้อความของ“รังสิมันต์” หมายถึง “สามีของส.ส.หญิงคนหนึ่ง” และข้อกล่าวหาทั้งหมดพุ่งไปที่ตัวสามี เช่น เรื่องธุรกิจ เรื่องทรัพย์สิน หรือเรื่องความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า...ผู้เสียหายโดยตรงคือสามีใช่ไหม...ถ้าใช่ แล้วภรรยามีฐานะอย่างไร? แค่เป็นภรรยาจะทำให้กลายเป็นผู้เสียหายแทนสามีโดยอัตโนมัติ หรือไม่?

ตรงนี้กฎหมายไม่ได้เขียนว่า “คู่สมรสของผู้ถูกหมิ่นประมาทมีสิทธิแจ้งความแทนได้ทุกกรณี”

มาตรา 333 ประมวลกฎหมายอาญา ให้สิทธิแก่ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายในการร้องทุกข์แทนได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตเสียก่อนที่จะร้องทุกข์

แต่ถ้าผู้ถูกพาดพิงยังมีชีวิตอยู่ และไม่ได้มีเหตุอื่นที่ทำให้ภรรยามีอำนาจจัดการแทน คำถามเรื่อง “ผู้เสียหาย” ก็ยังต้องพิจารณากันเป็นรายกรณี

และศาลฎีกา ก็เคยวางหลักเรื่อง “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” เอาไว้ว่า ไม่ใช่ใครก็ตาม ที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จะถือเป็นผู้เสียหายได้ ต้องดูว่าบุคคลนั้น ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรง และมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความผิดหรือไม่

มีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5172/2557 ที่ศาลพิจารณาประเด็นนี้โดยตรง ในคดีหมิ่นประมาท ศาลไม่ได้บอกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จะหมดสถานะผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ แต่พิจารณาว่าเขามีส่วนร่วม หรือเป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือไม่

พูดง่ายๆ ก็คือ ศาลมองที่ “ความเสียหายและสถานะทางกฎหมาย” ไม่ได้มองเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัว

ดังนั้นกรณี “สุชาดา” เราต้องดูว่า เธออ้างว่าตัวเธอเองถูกใส่ความด้วยหรือไม่ หรือข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่องของสามี
ถ้าเป็นเรื่องของสามีโดยเฉพาะ ก็มีคำถามทางกฎหมาย ว่า...ทำไมผู้ถูกพาดพิงโดยตรงไม่ไปแจ้งความเอง แต่เป็นภรรยาไปแจ้งความ


นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบว่า “ผิดแน่นอน” หรือ “ฟ้องไม่ได้แน่นอน” แต่เป็นประเด็นที่พนักงานสอบสวน และในที่สุดศาลต้องพิจารณา

อีกเรื่องที่ต้องแยกออกจากกัน คือตัวความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะต่อให้ “สุชาดา” มีสิทธิร้องทุกข์ คดีก็ไม่ได้แปลว่า “รังสิมันต์” ผิด

ศาลยังต้องดูว่าสิ่งที่พูดเป็นการ“ใส่ความ” หรือเป็นเพียงการตั้งคำถาม การแสดงความคิดเห็น หรือการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ

และตรงนี้ มีตัวอย่างของ “รังสิมันต์” เองด้วย

ก่อนหน้านี้ในคดีที่ “อุปกิต ปาจรียางกูร” ฟ้อง “รังสิมันต์” ในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลอาญา มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีหนึ่ง โดยเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะ และประเด็นยาเสพติดนั้น อยู่ในบริบทการทำหน้าที่ตรวจสอบ และเป็นการติชมโดยสุจริต

แต่ต้องย้ำว่า คดีนั้นเป็นข้อเท็จจริงคนละชุดกับ “คดีสุชาดา” จึงไม่สามารถเอาคำพิพากษานั้น มาฟันธงว่า คดีนี้ต้องยกฟ้องเหมือนกัน

ทีนี้กลับมาที่ประเด็น “เอกสิทธิ์”

มีนักการเมือง และนักกฎหมายบางคนออกมาให้ความเห็นว่า หากเรื่องนี้เป็นการอภิปรายในสภา เอกสิทธิ์อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจทำให้การดำเนินคดี มีข้อจำกัด


“อดิศร เพียงเกษ” ซึ่งเป็นทั้งส.ส. และมีพื้นฐานทางกฎหมาย ก็ออกมาให้ความเห็นในลักษณะว่า เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีที่ถูกฟ้องจากการทำหน้าที่ในสภา และมองว่า เรื่องเอกสิทธิ์ เป็นประเด็นสำคัญ

แต่ตรงนี้ ก็อยากให้แยก “ความเห็นของนักการเมือง” ออกจาก “สิ่งที่ศาลจะวินิจฉัย”

เพราะคนที่จะตอบสุดท้ายไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ตำรวจ และไม่ใช่คนทำข่าว

แต่คือศาล โดยต้องดูถ้อยคำจริง บริบทจริง การถ่ายทอดจริง และฐานะของผู้เสียหายจริงๆ

ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ เป็นการ “ฟ้องแก้เกี้ยว” เพราะเรื่องนี้ อาจมีคนตั้งข้อสังเกตว่า การไปแจ้งความ อาจเป็นการตอบโต้ทางการเมือง หรืออย่างน้อยเป็นการส่งสัญญาณว่า “ฉันไม่ยอม”

สรุปอย่างแฟร์ๆ...การแจ้งความครั้งนี้ มีผลทางการเมือง และทางข่าวสารแน่นอน แต่ผลทางกฎหมาย ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล