xs
xsm
sm
md
lg

รวบ “อุสมาน” หนุ่มไทยร่วมแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตุ๋นเหยื่อผ่านบริษัท-เว็บไซต์ปลอมกว่า 2,000 เว็บ เสียหาย 2,000 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MGR Online - ดีเอสไอ จับกุม “นายอุสมาน” สมาชิกเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกลวงประชาชนผ่านบริษัทและเว็บไซต์ปลอมกว่า 2,000 เว็บไซต์ ความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

วันนี้ (3 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ 2 ต.ค. เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางคล้า ได้จับกุมนายอุสมาน (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3037/2568 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ได้ที่บริเวณบริษัทแห่งหนึ่งในต.บางคล้า อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันสมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหารายที่ 16 จากผู้ต้องหาทั้งหมด 24 ราย และในวันที่ 3 ต.ค.69 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้คุมตัวนายอุสมานฯ ส่งต่อศาลอาญารัชดา เพื่อฝากขังและคัดค้านการประกันตัว

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของกลุ่มสแกมเมอร์บุคคลชาวสาธารณรัฐแคเมอรูน ไนจีเรียนและชาวไทย จำนวน 24 ราย โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยมีลักษณะเป็นขบวนการและมีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจัดตั้งบริษัทปลอมซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการจริง พร้อมสร้างเว็บไซต์และบัญชีผู้ใช้งานบนเฟซบุ๊กปลอม ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประกอบกิจการอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และมีการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือแอบอ้างชื่อบริษัทที่มีอยู่จริงในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้หลอกลวงชาวต่างชาติ อาทิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Vietnam) สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) และรัฐอิสราเอล (State of Israel) ฯลฯ โดยทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจจริง และเข้ามาสั่งซื้อสินค้าและบริการ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มขบวนการ

โดยกลุ่มชาวสาธารณรัฐแคเมอรูนและเครือข่ายชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง ได้ก่อเหตุมาแล้ว จำนวน 16 คดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบธุรกิจห้างร้าน และบริษัทที่ประกอบกิจการอยู่จริงในประเทศไทย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ


สำหรับนายอุสมาน (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี สัญชาติไทย มีพฤติการณ์เป็นสมาชิกของกลุ่มเครือข่าย ที่มีหน้าที่สำคัญในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลจำนวน กว่า 100 บริษัท จัดหาเอกสารหลักฐานของบุคคลอื่น มาใช้ประกอบการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ก่อนส่งต่อข้อมูลและเอกสารดังกล่าวให้กับสมาชิกในกลุ่มขบวนการ เพื่อนำบริษัทที่จัดตั้งขึ้นไปเปิดบัญชีธนาคาร โดยแต่ละบริษัท มีบัญชีธนาคารประมาณ 5 - 8 บัญชี รวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 800 บัญชี บัญชีธนาคารดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการรับโอนเงินจากผู้เสียหายทั่วโลก ซึ่งถูกหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าและบริการปลอมจำนวน กว่า 2,000 เว็บไซต์

ภายหลังที่ได้รับเงินกลุ่มผู้กระทำความผิดจะถอนเป็นเงินสด เพื่อปกปิดหรืออำพรางแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากการกระทำความผิด จากนั้นมีการส่งต่อเงินให้แก่บุคคลอื่นในเครือข่าย รวมทั้งนำไปลงทุนในสินทรัพย์หรือสกุลเงินดิจิทัล หรือส่งต่อไปยังประเทศแคมมารูนทันที อันมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งหากสมาชิกในเครือข่ายรายใดถูกดำเนินคดี กลุ่มขบวนการจะมีการสับเปลี่ยนและหมุนเวียนสมาชิกคนใหม่ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาดำเนินงานแทน เพื่อให้ขบวนการสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบพบผู้เสียหายจากประเทศต่าง ๆ จำนวน 23 ราย และยังพบผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์อีก 53 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย กว่า 2,000 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาทั้งหมด ถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ,ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ,ร่วมกันเป็นซ่องโจร ,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงตนเป็นคนอื่น ,ร่วมกันฟอกเงิน ,ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน


สำหรับผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ จำนวน 53 ราย นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการประชุมในงาน “DSI CONNECT 2026” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ม.ค.69 ให้ติดตามผู้เสียหายในคดีดังกล่าวที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงให้แจ้งเตือนไปยังประเทศของตนให้เฝ้าระวังการเดินทางหรือการหลบหนีเข้าเมืองของผู้ต้องหาที่ยังไม่สามารถจับกุมได้ นอกจากนี้ ยังได้ประสานขอหมายจับระหว่างประเทศผ่านองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) เพื่อสนับสนุนการติดตามและจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป