xs
xsm
sm
md
lg

USS George H.W. Bush ไม่ใช่เรือรบ ลำแรกที่เข้าเทียบท่าภูเก็ต ย้อนรอย 20 ปีที่ผ่านมา “เรือรบสหรัฐฯ” แวะมาแล้วหลายลำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวภูเก็ต – การมาของ USS George H.W. Bush พร้อมเรือพิฆาต USS Delbert D. Black และกำลังพล 5,000 นาย 4 – 9 ต.ค.นี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เรือรบของสหรัฐฯ เข้าเทียบท่าภูเก็ต ย้อนรอยไป 20 ปี มีเรือรบของสหรัฐเคยยกพลขึ้นบกมาแล้วหลายครั้ง

กำลังกลายเป็นกระแส หลังมีการเผยกำหนดการ การเดินทางมาเทียบท่าของเรือ USS George H.W. Bush (CVN-77) พร้อมเรือพิฆาต USS Delbert D. Black และ กำลังพลกว่า 5,000 นาย ในระหว่างวันที่ 4 -9 ต.ค.นี้ โดยกำลังพลจะลงจากเรือที่จอดห่างจากฝั่งหลายกิโลเมตรมาขึ้นที่ ท่าเทียบเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต และเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆของจังหวัดภูเก็ตแบบเสรีโดยไม่มีการกำหนดว่าห้ามไปเที่ยวจุดไหน เพียงแต่ห้ามในเรื่องของการเช่ารถ และการซ้อนท้าย จยย. เท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการเดินทางมาเยือนและเทียบท่าของเรือ แต่การมาเยือนของ USS George H.W. Bush (CVN-77) พร้อมเรือพิฆาต USS Delbert D. Black ครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองเรือสหรัฐนำเรือมาจอดเทียบท่าที่ภูเก็ต เพราะหากย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี จะพบว่าเรือรบสหรัฐฯ เดินทางเข้าเยือนภูเก็ตหลายครั้ง ทั้งเรือพิฆาต เรือลาดตระเวน เรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก เรือขนส่งสะเทินน้ำสะเทินบก และเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่

โดย ในเดือนมิถุนายน 2549 สโมสรโรตารีป่าตองได้ประสานงานกับสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารเรือสหรัฐฯ ประจำสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ เพื่อจัดโครงการบริการชุมชนร่วมกับกำลังพลของเรือรบสหรัฐฯ ที่เดินทางเข้าภูเก็ต ปี 2555 มีการทำโครงการบริการชุมชนร่วมกับกำลังพลเรือรบสหรัฐฯ ครบ 100 โครงการ
ขณะที่ระหว่าง วันที่ 3–7 เมษายน 2551 มีเรือรบจากสหรัฐฯ เข้าเทียบท่าที่ภูเก็ตพร้อมกัน 3 ลำ ได้แก่ USS Port Royal (CG-73) เรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถี USS Hopper (DDG-70) เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี USS Ingraham (FFG-61) เรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถี แต่ครั้งนั้นมีกำลังพลร่วมกันประมาณ 900 นาย ซึ่งระหว่างการเยือน กำลังพลเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน โดยทหารเรือจาก USS Port Royal และ USS Ingraham เดินทางไปช่วยปรับปรุงโรงเรียนบ้านกมลา ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุสึนามิปี 2547 (Thaiger⁠) ในปีเดียวกันยังพบว่า USS Peleliu ซึ่งเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก เคยมาเยือนภูเก็ตในปี 2551 ก่อนกลับมาอีกครั้งในปี 2553 (CPF Navy⁠)


ส่วนปี 2552 ถือเป็นปีทอง มีเรือรบสหรัฐฯ เข้าภูเก็ตจำนวนมาก โดยเดือนกุมภาพันธ์ USS Boxer (LHD-4) เรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก เดินทางเข้าเยือนภูเก็ต และกำลังพลของเรือร่วมทำโครงการบริการชุมชนที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

ต่อมาในเดือนมิถุนายน มีเรือ USS Mitscher, USS Gridley และ USS Comstock ปรากฏหลักฐานว่าเข้าจอดหรือทอดสมอในพื้นที่ภูเก็ต โดยภาพของกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ระบุ USS Gridley และ USS Comstock ทอดสมออยู่ในอ่าวภูเก็ต (PICRYL⁠) และช่วงวันที่ 22 มิถุนายน 2552 มีรายงานว่าเรือรบสหรัฐฯ รวม 6 ลำ เดินทางเข้าภูเก็ต พร้อมกำลังพลมากกว่า 5,700 นาย กันยายน 2552 “Ronald Reagan” นำกำลังพลเกือบ 7,000 นาย

อีกหนึ่งเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2552 เมื่อ USS Ronald Reagan (CVN-76) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ เดินทางเข้าภูเก็ตพร้อม USS Chancellorsville และ USS Gridley โดยระบุว่ามีกำลังพลสหรัฐฯ เดินทางมากับกองเรือดังกล่าวเกือบ 7,000 นาย และ พักในภูเก็ตประมาณ 5 วัน

จากข้อมูลของทางการสหรัฐฯ เองยังระบุว่าเรือในกองเรือ Ronald Reagan เยือนท่าภูเก็ตเกือบหนึ่งสัปดาห์ ก่อนออกทะเลและเข้าร่วมการฝึก PASSEX กับเรือหลวงบางปะกงของกองทัพเรือไทยในทะเลอันดามัน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า USS Bonhomme Richard (LHD-6) เรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก พร้อมกำลังพลนาวิกโยธิน 11th MEU เข้าเยือนภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน 2552 และร่วมทำกิจกรรมบริการชุมชนในพื้นที่

และในวันที่ 13–16 พฤศจิกายน 2553 USS Peleliu (LHA-5) พร้อมหน่วยนาวิกโยธิน 15th Marine Expeditionary Unit (15th MEU) ได้เดินทางกลับเข้ามาเยือนภูเก็ตอีกครั้ง โดยกำลังพลได้ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ท่องเที่ยว และร่วมกิจกรรมต่างๆ ในจังหวัด โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่าการเยือนภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศไทย (CPF Navy⁠)

วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 USS Ronald Reagan กลับมาเยือนภูเก็ตอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมเรืออีก 2 ลำ ได้แก่ USS Preble (DDG-88) และ USS Chancellorsville (CG-62) กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุชัดว่า กองเรือดังกล่าวนำกำลังพล มากกว่า 5,000 นาย เข้าเยือนภูเก็ต โดยกำลังพลเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนและท่องเที่ยวใน

และในปี 2555 ยังคงมีเรือรบสหรัฐฯ เข้าเยือนภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เช่น วันที่ 7–11 ตุลาคม 2555 เรือ USS John C. Stennis (CVN-74) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ พร้อม USS Mobile Bay (CG-53) จอดทอดสมอบริเวณอ่าวมะขาม จังหวัดภูเก็ต เพื่อรับการส่งกำลังบำรุงและให้กำลังพลพักผ่อนหลังปฏิบัติภารกิจในทะเล

นอกจากนี้ยังมี USS Milius (DDG-69) เข้าเยือนเดือนสิงหาคม 2555 USS Paul Hamilton (DDG-60) เข้าเยือนเดือนตุลาคม 2555 USS O’Kane (DDG-77) เข้าเยือนอ่าวมะขามในเดือนตุลาคม 2555 USS Peleliu (LHA-5) ก็มีการเข้าเยือนภูเก็ตอีกครั้งในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน (กองทัพเรือไทย⁠)


ส่วนปี 2556 ท่าเทียบเรือภูเก็ต ได้มีโอกาสต้อนรับ “USS Nimitz” เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่ในที่ 28 พฤษภาคม–2 มิถุนายน 2556 โดยมาพร้อม USS Princeton (CG-59) ซึ่งเรือทั้ง 2 ลำเดินทางเข้าเยือนประเทศไทยเพื่อรับการส่งกำลังบำรุงและให้กำลังพลพักผ่อนหลังปฏิบัติภารกิจในทะเล โดยทอดสมอบริเวณท่าเรือภูเก็ต

หลังปี 2556 ยังพบหลักฐานการเข้าเยือนภูเก็ตของเรือรบสหรัฐฯ หลายประเภท เช่น USS New Orleans (LPD-18) ซึ่งทอดสมอนอกชายฝั่งภูเก็ตระหว่างวันที่ 27–31 มีนาคม 2559 และกำลังพลร่วมกิจกรรมกับชุมชน รวมถึงปรับปรุงศูนย์เด็กในพื้นที่ (Navy⁠)

ช่วงหลังยังมีเรือรบสหรัฐฯ อีกหลายลำเข้าเยือนภูเก็ต เช่น USS Fort Worth, USS Blue Ridge, USS San Diego, USS Essex, USS Preble และ USS Boxer และล่าสุด USS George H.W. Bush (CVN-77) เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz เตรียมเข้าเยือนภูเก็ต พร้อม USS Delbert D. Black (DDG-119) การมาเยือนครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นหลังจากภูเก็ตเคยต้อนรับเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่หลายลำมาแล้ว ทั้ง USS Ronald Reagan, USS John C. Stennis และ USS Nimitz

จากหลักฐานย้อนหลังจึงเห็นได้ว่า “เรือรบสหรัฐฯ กับภูเก็ต” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความสัมพันธ์ด้านการเยือนท่าและกิจกรรมระหว่างกองทัพที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายสิบปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปตามแต่ละยุค คือ “ขนาดของกองเรือ” และจำนวนกำลังพลที่เดินทางเข้ามา จากเรือพิฆาตไม่กี่ร้อยนายในช่วงแรก ขยับขึ้นเป็นกองเรือหลายลำ และในบางครั้งมีกำลังพล มากกว่า 5,000–7,000 นาย เข้าสู่ภูเก็ตในช่วงเวลาเดียวกัน

ครั้งล่าสุดในปี 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งบทของประวัติศาสตร์การเยือนภูเก็ตของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่น่าจับตา โดยเฉพาะการเดินทางมาของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George H.W. Bush ซึ่งจะทำให้ชื่อของภูเก็ตกลับมาเป็นจุดสนใจของกำลังพลสหรัฐฯ และประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง