น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ อยากชวนมองอีกภาพหนึ่งที่น่ากลัวกว่าน้ำท่วมธรรมดา นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่ปราจีนบุรี ที่ไม่ได้มีแค่เรื่อง “น้ำท่วมบ้าน ท่วมถนน ท่วมไร่นา” เท่านั้น
แต่ที่มันน่ากังวล น่ากลัวกว่านั้นคือ…ในน้ำที่กำลังไหลผ่านพื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่โกดังจัดการกากของเสีย มีสารพิษอะไรปนเปื้อนออกมาด้วยหรือเปล่า?!
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีการเผยแพร่ภาพมุมสูงบริเวณพื้นที่น้ำท่วมในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี
สิ่งที่สะดุดตาคือ คราบบางอย่างบนผิวน้ำ มีลักษณะเป็นฟิล์มสีรุ้ง คล้ายน้ำมัน แล้วที่น่ากังวลก็คือ น้ำไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่มันกำลังเคลื่อนตัวผ่านชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม ปลายน้ำ
มีรายงานว่า คราบดังกล่าวไหลผ่านพื้นที่บ้านสระมะเขือ บ้านคู้ลำพัน บ้านโคกวัด มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ ทุ่งบางพรวง
แม้เรายังไม่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จะบอกได้ว่าคราบสีรุ้งนั้น คือสารเคมีชนิดไหน เป็น “สารพิษ” หรือไม่ มาจากโรงงานไหน
แต่ปัญหาคือ…พื้นที่ย่านนั้นเป็นที่รับรู้กันว่ามีประวัติเรื่อง “กากอุตสาหกรรม” กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยเข้าตรวจโรงงานในศรีมหาโพธิ และพบทั้งการประกอบกิจการฝ่าฝืนคำสั่ง การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และการปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว และโครเมียม
ที่สำคัญ ในคดีหนึ่ง กรมโรงงานฯ ระบุถึงการตรวจพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่สงสัยว่า อาจมีที่มาจากต่างประเทศ และยังระบุถึงการเตรียมเรียก “นายทุนจีนเจ้าของกิจการ” มารับทราบข้อกล่าวหา
และปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงงานเดียว
กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุเองว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกากสารพิษพบในหลายจังหวัด รวมถึง ปราจีนบุรี และมีลักษณะเป็นเครือข่ายการนำเข้า และกำจัดของเสียที่ผิดกฎหมาย
นี่แหละที่ทำให้ภาพ “คราบสีรุ้งกลางน้ำท่วม” วันนี้น่ากังวล
เพราะสิ่งที่เรากำลังเห็น อาจเป็นคำถามว่า ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย ได้มีการเตรียมการรับมือกับน้ำท่วมรุนแรงไว้บ้างหรือเปล่า?
เพราะเวลาปกติ กากอุตสาหกรรมอาจอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมองไม่เห็น อยู่ในโกดัง อยู่ในถัง อยู่ในบ่อ อยู่ในหลุมฝังกลบ หรืออยู่ในพื้นที่จัดเก็บ ที่มีระบบควบคุม
แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม…สิ่งที่มนุษย์พยายาม “กั้น” เอาไว้ อาจถูกน้ำพัดพาออกไป และถ้ามันออกไปจริง มันก็ไม่ได้ถามว่า บ้านหลังนี้เป็นของใคร ไร่นานี้เป็นของใคร เด็กคนนี้อยู่บ้านไหน แต่น้ำมันไหลไปตามภูมิประเทศ ไปที่ลุ่มต่ำ ลงสู่แม่น้ำลำคลอง
และนี่ทำให้อยากโยงเรื่องนี้ ไปยังคำถามที่ใหญ่กว่าแค่เหตุเกิดที่ ปราจีนบุรี
นั่นคือ…ประเทศไทยกำลังเปิดรับทุนต่างชาติ และอุตสาหกรรมจากต่างประเทศอย่างไร และเรากำลังบริหาร “ผลประโยชน์” กับ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ” อย่างสมดุล หรือไม่ ?
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรใต้ดินจำนวนมาก หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดคือ “โปแตช”
โครงการโปแตชอุดรธานี มีบริษัทจีนเข้ามาถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
SDIC Mining Investment ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ State Development and Investment Corporation หรือ SDIC ของจีน เข้ามาถือหุ้น 49.9% ในโครงการผ่านบริษัทในเครือ
โครงการนี้มีใบอนุญาตทำเหมืองโปแตชในอุดรธานี และมีอายุสัมปทาน 25 ปี
ล่าสุด ในปี 2569 ฝั่ง SDIC เอง ก็ยังรายงานความคืบหน้าของโครงการ Udon South และระบุถึงการเดินหน้าสำรวจ ออกแบบ และเตรียมการก่อสร้างโครงการ
ตรงนี้ไม่ได้เจาะจงหรือชี้หน้าว่า “จีนมาเอาทรัพยากรของไทยไป” เพราะเรื่องจริงมันซับซ้อนกว่านั้น
การลงทุนก็มีเงินลงทุน มีเทคโนโลยี มีการจ้างงาน มีภาษี และรัฐก็มีการกำหนดเงื่อนไขตามกฎหมาย และสัมปทาน ที่รัฐเป็นผู้พิจารณา
แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถาม ก็คือ ทรัพยากรของประเทศ ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ใครได้ประโยชน์ และประเทศไทย ได้รับผลตอบแทนคุ้มกับทรัพยากรที่สูญไปหรือไม่?
และในทางกลับกัน…ถ้าเรายอมให้เกิดกิจกรรมอุตสาหกรรมที่นำของเสียเข้ามาจัดการในประเทศ เราก็ต้องถามอีกด้านว่า ถ้าเกิดความเสียหาย ใครเป็นคนจ่าย?!
บริษัทจ่ายหรือไม่ รัฐจ่ายหรือไม่ หรือสุดท้าย ประชาชนต้องจ่ายด้วยสุขภาพของตัวเอง เกษตรกรต้องจ่ายด้วยผลผลิตของตัวเอง ชุมชนต้องจ่ายด้วยแหล่งน้ำของตัวเอง
และเมื่อเหตุเกิดแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเข้าไปแก้ไข ฟื้นฟู ?!
นี่คือสิ่งที่คิดว่า เราต้องตั้งคำถามกับรัฐ เพราะคำว่า “ทุนจีน” หรือ “ทุนต่างชาติ” ไม่ควรถูกมองว่าดี หรือเลว โดยตัวของมันเอง
แต่ปัญหาอยู่ที่กติกาของประเทศไทย อยู่ที่นักการเมือง อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ
ถ้ากติกาดีพอ ทุนต่างชาติก็สามารถเข้ามาลงทุน สร้างงาน สร้างอุตสาหกรรม และสร้างรายได้ให้ประเทศได้
แต่ถ้ากติกาหละหลวม มีการซิกแซก ตัดตอน ใต้โต๊ะ ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับแค่คนบางกลุ่ม
ขณะที่ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ในเรื่องคุณภาพชีวิต กลับตกอยู่กับคนอีกกลุ่ม และคนกลุ่มนั้นก็คือประชาชน ที่อยู่ปลายน้ำ!!
วันนี้ จึงไม่ควรหยุดคำถามไว้แค่ว่า “คราบสีรุ้งนั้นคืออะไร?”
แต่ต้องถามต่อว่า ถ้ามันเป็นสารปนเปื้อนจริง…มันมาจากไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีการตรวจพื้นที่ทั้งหมดแล้วหรือยัง
สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือการตรวจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งโลหะหนัก น้ำมัน สารทำละลาย และสารอินทรีย์ระเหยง่าย
และที่สำคัญ…ผลตรวจต้องเปิดเผยต่อประชาชน เพราะวันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการคำปลอบใจ
เขาต้องการรู้ว่า น้ำที่กำลังไหลผ่านหน้าบ้านของเขา… ผ่านพื้นที่เกษตรของเขา มันมีอะไรอยู่ในนั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่อง “จีน” อย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของประเทศไทย ว่าเราจะเอาทรัพยากรของเรา ไปแลกกับการลงทุนอย่างไร
เพราะถ้าภาพหนึ่งคือทรัพยากรใต้ดินที่มีมูลค่า กำลังถูกพัฒนาเพื่อสร้างเศรษฐกิจ
แต่อีกภาพหนึ่งคือ ของเสียบนพื้นดิน ที่เมื่อเจอน้ำท่วมแล้วไหลออกไปสู่ชุมชน…
คำถามสำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ “ใครได้อะไร?” แต่คือ “ใครกำลังเป็นคนจ่ายราคาให้กับการพัฒนาครั้งนี้?!”

