xs
xsm
sm
md
lg

เปลว สีเงิน หรือสีน้ำเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ถ้าพูดถึงเปลว สีเงิน แล้วต้องยอมรับความยิ่งใหญ่ของเขา ในฐานะนักหนังสือพิมพ์นามอุโฆษที่ผ่านการทำงานสื่อมาอย่างโชกโชน แม้ผมจะทำงานสื่อมาแล้ว 43 ปี แต่ถ้าไปเปรียบกับเปลว ผมก็เป็นเพียงธุลีดินที่เทียบกับภูผาใหญ่เท่านั้นเอง
เปลวเคยได้รับรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประจำปี 2548 จากมูลนิธิอมตะ รางวัลนักนิเทศศาสตร์เกียรติยศ และรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น โดยรางวัลหลังได้รับในปี 2552

เขาจึงเป็นคนที่เสียงดัง เมื่อเขาพูด คนต้องฟัง เมื่อเขาเขียน คนต้องอ่าน จึงมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ อานุภาพในตัวของเขาจึงมีพลังทั้งสองด้านบวกและลบ มันสร้างสรรค์และทำลายได้

เปลวเป็นหัวขบวนของสื่ออนุรักษนิยม งานเขียนของเขาจึงถูกเฝ้าติดตามจากฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนมาก และวันนี้เขายืนอยู่ในฐานะของหัวขบวนที่พิทักษ์รัฐบาลสีน้ำเงินที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ที่เขากระโดง ที่ตอนนี้ความนิยมกำลังตกต่ำ

ถ้าใครติดตามนิด้าโพลซึ่งน่าจะเป็นโพลที่น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว ก็จะเห็นว่า ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย กำลังดิ่งลงเหวในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ชนิดที่นางแบกและนายแบกคงต้องทำงานให้หนักขึ้นรวมถึงตัวเปลว สีเงินเอง

แน่นอนเปลวย่อมเป็นหนึ่งในเสียงสะท้อนในกะลาดิจิทัล (Echo chamber) ของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณคอยสื่อสารแก้ต่างและชี้ทางให้รัฐบาลสีน้ำเงิน เป็นกระบอกเสียงให้สาวกเชื่อเหมือนกัน และคิดเหมือนกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 เว็บไซต์ไทยโพสต์เผยแพร่บทความของเปลวเรื่อง “ขืนให้อยู่…‘กูฉิบหาย’!”

บทความนี้เล่าความขัดแย้งระหว่างประเทศและเรื่องในเวทีสหประชาชาติ ก่อนจบดื้อๆ ด้วยข้อกล่าวหาว่าในไทยมีขบวนการรับงานโค่นรัฐบาลเพื่อคืนดีกับกัมพูชาและแบ่งผลประโยชน์พลังงาน โดยไม่ได้แสดงหลักฐานเชื่อมโยงจากเรื่องที่เล่ามาสู่ข้อกล่าวหานั้น และไม่ได้ระบุว่าใครรับงานจากใคร ข้อมูลมาจากไหน ต่อให้เรื่องต่างประเทศทั้งหมดที่เล่ามาถูกต้อง ก็ยังไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับประเทศไทยถูกต้องตามไปด้วย

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือการสร้างอารมณ์ต่อเนื่องมากกว่าการสร้างเหตุผลต่อเนื่อง พาคนอ่านเข้าไปอยู่ในบรรยากาศของอำนาจเบื้องหลัง ความอยุติธรรม และผลประโยชน์ แล้วนำความรู้สึกนั้นมาครอบเรื่องการเมืองไทย คนอ่านอาจรู้สึกว่าเรื่องท้ายเข้ากับเรื่องต้น แต่ความรู้สึกว่าเข้ากันได้กับหลักฐานว่าสัมพันธ์กันจริงเป็นคนละเรื่องกัน เราวิจารณ์ผลของวิธีเขียนนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟันธงว่าผู้เขียนตั้งใจทำเช่นนั้นหรือไม่

อีกจุดสำคัญคือ คอลัมน์มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่การกล่าวว่ามีคนรับงานโค่นรัฐบาลเพื่อแบ่งผลประโยชน์ เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำและเจตนาของบุคคล ซึ่งต้องมีฐานข้อเท็จจริงรองรับ การไม่เอ่ยชื่อไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นเพียงความคิดเห็น และยังเปิดช่องให้คนอ่านเติมชื่อฝ่ายที่ตนไม่ชอบลงไปเองด้วย

ถ้าเด็กฝึกงานส่งต้นฉบับแบบนี้ให้บรรณาธิการที่รักษามาตรฐาน ผมเห็นว่า ควรส่งกลับให้แก้ ยังไม่ควรให้ผ่านในสภาพนี้ โดยถามตรงๆ ว่า “ตอนท้ายหมายถึงใคร รู้ได้อย่างไรว่าเขารับงาน มีอะไรยืนยันเรื่องผลประโยชน์พลังงาน แล้วเรื่องต่างประเทศที่เขียนมาช่วยพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ตรงไหน” หากมีข้อมูลก็ให้ใส่ข้อมูลและสร้างลำดับเหตุผลใหม่ หากไม่มีก็ต้องตัดข้อกล่าวหาหรือปรับขอบเขตข้อสรุปให้ตรงกับสิ่งที่มีหลักฐาน การเติมคำว่า “อาจ” หรือเปลี่ยนเป็นคำถามอย่างเดียวไม่พอ ถ้ายังคงชี้นำข้อกล่าวหาเดิมโดยไม่มีฐานข้อมูล

แต่นี่คือเปลว สีเงิน นักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาตบท้ายบทความวันนั้นว่า

บ้านเมืองเราก็กำลังจะเละ

ด้วยขบวนการ “รับงาน” โค่นล้มรัฐบาล

เพื่อ “เปิดด่าน” คืนดีกับเขมร สู่เป้าหมาย “ขุดพลังงาน” ในอ่าวไทยขึ้นมาแบ่งกันรวย

ด้วยเหตุนั้น ขืนให้ “รัฐบาลนี้อยู่”……พวกกูก็ฉิบหาย

เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นี้เอง!.
…
อ่านแล้วต้องตั้งคำถามว่ามีด้วยเหรอคนต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลเพื่อให้เปิดด่านคืนดีกับเขมรแล้วแบ่งผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทย

ด้วยความสงสัยผมพยายามหาที่มาของข่าวแต่ก็จนใจ ผมไม่รู้หรอกว่า เปลว หมายถึงใคร ไม่รู้จริงๆ ช่วยบอกเป็นอานิสงส์ต่อผู้น้อยด้อยปัญญาด้วย แม้ผมจะรู้ว่าตอนนี้เทียนจะขาดตลาดก็ตาม

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan