เจาะลึกบทสรุปเหมืองแร่แก่งกระจาน EP.4 เมื่อ กสม. ชี้ขาดว่าการรับฟังความเห็นละเมิดสิทธิชุมชน แต่กลไกรัฐกลับเพิกเฉย ปล่อยทุนเดินหน้าทำ EIA ประชิดมรดกโลก
📌 ไฮไลต์ประเด็นร้อน
•ดาบอาญาสิทธิ์ กสม.: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ว่ากระบวนการรับฟังความเห็นครั้งแรกของเหมืองโดโลไมต์แก่งกระจาน "เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน" พร้อมสั่งให้หน่วยงานรัฐ "ทบทวนการกำหนดเขตแหล่งแร่" ใหม่ทั้งหมด
•ช่องโหว่กฎหมายเอื้อทุน: พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีการนิยามความหมายของคำว่า "พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม" ตามมาตรา 17 วรรคสี่ ทำให้กลุ่มทุนใช้เป็นข้ออ้างขอทำเหมืองได้
•รัฐเกียร์ว่าง เพิกเฉยคำสั่ง: แม้ กสม. จะสั่งให้นิยามความหมายเขตป่าต้นน้ำให้เสร็จ "ก่อน" จะพิจารณาคำขอประทานบัตร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับปล่อยให้ทุนเดินหน้าแจกเอกสารทำ EIA และจัดเวทีรับฟังความเห็นรอบใหม่หน้าตาเฉย
•กรมอุทยานฯ ต้องไม่อ่อนข้อ: อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ และ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ออกโรงเตือน UNESCO อาจเพ่งเล็ง เพราะพื้นที่เหมืองคือเขตกันชนมรดกโลก กรมอุทยานฯ ต้องใช้กฎหมายคุ้มครองป่าให้ถึงที่สุด เพื่อสกัดกั้นโครงการนี้
เมื่อคำสั่งองค์กรอิสระไร้ความหมาย
ในประเทศที่ปกครองด้วยหลักนิติรัฐ กลไกของรัฐและองค์กรอิสระควรเป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายให้กับประชาชนผู้ไร้ทางสู้ แต่สำหรับกรณีเหมืองแร่โดโลไมต์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นตลกร้าย เมื่อคำชี้ขาดของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ให้ระงับและทบทวนโครงการ กลับถูกหน่วยงานผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนมองข้าม ราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย
กสม. ฟันธง "ละเมิดสิทธิชุมชน" สั่งทบทวนเขตแหล่งแร่
หลังจากที่ชาวบ้านกลุ่มรักษ์หนองมะค่ายื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 และ กสม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในที่สุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 กสม. ได้มีมติชี้ขาดที่สร้างแรงกระเพื่อม
กสม. ระบุชัดเจนว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรีและบริษัทเหมืองแร่ ขาดการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน จึงถือเป็นการกระทำที่ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" อย่างชัดเจน
ที่สำคัญที่สุด กสม. ได้ออกข้อเสนอแนะเชิงบังคับให้ "กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)" และ "สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี" นำหนังสือคัดค้านของชุมชนไปประกอบการพิจารณา และต้อง "ทบทวนการกำหนดเขตแหล่งแร่" ในบริเวณหมู่ 4 และหมู่ 8 ตำบลสองพี่น้องใหม่ทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวรอยต่อผืนป่าแก่งกระจานและกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
ช่องโหว่ "ป่าน้ำซับซึม" กฎหมายตาบอดที่เอื้อประโยชน์ทุน
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญจากรายงานของ กสม. คือการตีแผ่ช่องโหว่ของ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 17 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดห้ามทำเหมืองใน "พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม"
แต่ความตลกร้ายคือ กฎหมายไทยยังไม่มีการให้ "นิยามความหมาย" ของคำนี้ไว้อย่างแน่ชัดในกฎหมายฉบับใดเลย! ช่องโหว่นี้กลายเป็นช่องที่ทำให้กลุ่มทุนอ้างสิทธิยื่นขอทำเหมืองบนผืนป่าแก่งกระจานได้ กสม. จึงมีข้อเสนอแนะให้ "ประธานกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ" กำหนดนิยามคำนี้ให้เสร็จสิ้น "ก่อน" ที่จะมีการพิจารณาคำขอประทานบัตรรายนี้หรือรายใดๆ
รัฐเกียร์ว่าง ทุนเร่งเครื่อง
คำสั่งของ กสม. ชัดเจนและตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
แทนที่หน่วยงานรัฐจะสั่งชะลอโครงการเพื่อกลับไปทบทวนเขตแหล่งแร่และแก้ช่องโหว่กฎหมายตามที่ กสม. เสนอแนะ ทว่าในเดือนสิงหาคม 2569 ชุมชนกลับได้รับเอกสารประชาสัมพันธ์รายงาน EIA ของโครงการ และบริษัทก็เดินหน้าประกาศจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ในช่วงปลายเดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม 2569 ราวกับว่ามติของ กสม. ไม่มีอยู่จริง
การที่หน่วยงานรัฐอ้างว่า "โครงการยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น ยังไม่ถึงขั้นอนุมัติ" จึงเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการปล่อยให้บริษัทผลักดันกระบวนการจัดทำ EIA ต่อไป ทั้งที่ฐานรากเรื่องเขตแหล่งแร่และการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังไม่ถูกแก้ไข ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามซื้อเวลา หรือเลวร้ายกว่านั้น คือการเลือกข้างกลุ่มทุนมากกว่าจะปกป้องทรัพยากรของชาติ
กรมอุทยานฯ "ผู้พิทักษ์มรดกโลก" ต้องไม่แผ่ว
ในยามที่กลไกฝั่งอุตสาหกรรมแร่ล้มเหลว ความหวังเดียวจึงพุ่งเป้าไปยัง "กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ในฐานะผู้กุมชะตาผืนป่ามรดกโลก
นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) ได้เคยลงพื้นที่และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการนี้อยู่ในเขต Buffer Zone (พื้นที่กันชน) ห่างจากแนวเขตอุทยานฯ เพียง 1.14 กม. และมีความกังวลอย่างยิ่งว่า "ยูเนสโกอาจเพ่งเล็งกรณีมีเหมืองใกล้มรดกโลก"
ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ก็ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนลุกขึ้นสู้ โดยตอกย้ำว่า "ป่าคือบ้านของชุมชน เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า แต่จะมาถูกทำลายลงแค่บริษัทเดียวที่มาขุดหินเอาไปขาย"
ถึงเวลาแล้วที่กรมอุทยานฯ จะต้องไม่หยุดอยู่แค่การแสดงความกังวล แต่ต้องงัดข้อกฎหมายป่าไม้ ยืนยันสถานะเขตกันชน (Buffer Zone) ส่งหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการไปยังคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และใช้เวทีมรดกโลกเป็นเครื่องมือสกัดกั้นรายงาน EIA ฉบับที่กำลังดำเนินการจัดทำนี้ให้ตกลงไป
เมื่อรัฐพึ่งไม่ได้ ประชาชนสู้ยิบตา
การดื้อดึงเดินหน้าโครงการเหมืองแร่โดโลไมต์ ทั้งที่ถูกองค์กรอิสระอย่าง กสม. ชี้ขาดว่าละเมิดสิทธิชุมชน คือใบเสร็จที่ยืนยันความล้มเหลวของกลไกรัฐได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อกฎหมายถูกตีความเข้าข้างทุน และเจ้าหน้าที่รัฐเกียร์ว่าง ประชาชนชาวตำบลสองพี่น้องจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสู้ยิบตาด้วยพลังมวลชน
ไม่ว่าบทสรุปของเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงาน EIA ในช่วงปลายเดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม 2569 จะออกมาในรูปแบบใดเพื่อทำเช็คลิสต์ให้ครบตามระเบียบ แต่สิ่งที่ถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์และลบล้างความชอบธรรมของโครงการนี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิง คือ "ฉันทามติ 100%" ของเจ้าของพื้นที่ที่ยกมือโหวต "คัดค้านโครงการเหมืองแร่โดโลไมต์" อย่างเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ วัดหนองปืนแตก ซึ่งชาวตำบลสองพี่น้องกว่า 200 คน ได้จัดเวทีประชาคม และเสียงสะท้อนที่ว่า "มูลค่าของธรรมชาติที่นี่เปรียบเทียบไม่ได้กับเหมืองนี้" คือประกาศิตที่บอกให้รู้ว่า ต่อให้จะเขียนรายงาน EIA ออกมาสวยหรูแค่ไหนก็ไม่ได้รับการยอมรับ
อีกไม่นานเกมการต่อสู้หลังจากนี้ อาจย้ายสมรภูมิจากศาลาหมู่บ้าน สู่โต๊ะพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ได้ตอกหมุดข้อกฎหมายไว้แล้วว่า พื้นที่โครงการนี้อยู่ในเขตกันชน (Buffer Zone) ห่างมรดกโลกเพียง 1.14 กิโลเมตร ดังนั้น การใช้เพียงรายงาน EIA แบบฉบับทั่วไปจึงไม่เพียงพอตามหลักมาตรฐานสากล โครงการนี้ต้องถูกยกระดับเผชิญกับข้อเรียกร้องให้จัดทำรายงานประเมินผลกระทบต่อมรดกโลก (Heritage Impact Assessment - HIA) ตามคำแนะนำของ UNESCO ด้วย
การลุกขึ้นของกลุ่มรักษ์หนองมะค่าและชาวตำบลสองพี่น้อง และมติมหาชนที่ออกมาช่วยย้ำเตือนถึงคณะกรรมการ คชก. ตลอดจนข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจเซ็นอนุมัติประทานบัตรและพิจารณาอนุมัติ EIA ว่าพร้อมที่จะเอาชื่อเสียงไปการันตีโครงการลงทุนเหมือง โอบอุ้มกลุ่มทุนที่มีประวัติถูกต่อต้านจากชาวเขาย้อย รวมถึงการถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็น "ผู้สมรู้ร่วมคิดเปิดประตูหายนะมาสู่มรดกโลกแก่งกระจาน" หรือไม่?.
เหมืองแร่แก่งกระจาน EP.1 : ทุนเหมืองรุกชนมรดกโลก เปิดเวทีประชาพิจารณ์อำพราง
เหมืองแร่แก่งกระจาน EP.2 แกะรอยทุนเหมือง จาก 'เขาย้อย' ถึง 'แก่งกระจาน' วีรกรรมที่(ไม่)ต้องพิสูจน์"
เหมืองแร่แก่งกระจาน EP.3 เสี่ยงหลุดมรดกโลก? เมื่อเสียงระเบิดหินท้าทายยูเนสโก

