แฉงบ 497 ล้าน Tomorrow.io ซุกรอจ่ายบริษัทตึกแถว รัฐมนตรีดีอีปฏิเสธสวนทางเอกสารที่ชี้ว่าซอฟต์แวร์ใช้ไม่ได้ผลจริง พอสื่อจี้ถามความจริง ปลัดกระทรวงกลับร้อนตัวขู่ฟ้องปิดปาก
ในขณะที่พี่น้องประชาชนไทยกำลังจมอยู่ใต้บาดาลจากวิกฤตน้ำท่วมขัง หันไปมองระบบราชการในจังหวะที่สถานการณ์วิกฤตแสนสาหัส ในห้องแอร์ของกระทรวงดีอี กลับมีความเคลื่อนไหวบนกระแสข่าวว่ากำลังมีการเข็นโครงการยักษ์ใหญ่ มูลค่าสูงถึง 497 ล้านบาท เพื่อซื้อซอฟต์แวร์ AI ของเอกชนอเมริกาที่ชื่อว่า Tomorrow.io โดยมีการประโคมข่าวสรรพคุณสุดหรูหราว่า แม่นยำเทียบเท่าองค์การ NASA
พอเรื่องนี้แดงขึ้นมา นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ก็รีบตั้งโต๊ะปฏิเสธเสียงแข็งว่า ข้อมูลโครงการ 497 ล้านบาทเป็นข่าวปลอม โครงการยังไม่เข้า ครม. ปัจจุบันเป็นแค่การศึกษาความเป็นไปได้เฉย ๆ
แต่คำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีว่าข่าวข้อมูลโครงการ 497 ล้านบาทนี้นั้นเป็นข่าวปลอม ดันสวนทางกับตัวเลขในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสิ้นเชิง
เพราะเมื่อไปกางเล่มงบประมาณดู จะพบว่างบรวมของกรมอุตุฯ ในปีหน้า2570 พุ่งสูงแบบผิดปกติถึง 3,902 ล้านบาท หรือพุ่งขึ้นเกือบ 45 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อแงะไส้ในดู ก็พบตัวเลข 497 ล้านบาท ของโครงการ Tomorrow.io นี้ ถูกล็อกวงเงินและผ่านกรอบใหญ่จาก ครม. ไปเรียบร้อยแล้ว
การที่รัฐมนตรีบอกว่ายังไม่เข้า ครม. จึงเป็นเพียงเหลี่ยมคำพูดที่จงใจบอกความจริงแค่ครึ่งเดียว ว่ายังไม่ได้เซ็นสัญญาจ้างรายบริษัท ทั้งที่ท่อเงินภาษีเกือบ 500 ล้านบาท ถูกจองในระบบงบประมาณแผ่นดินไว้รอท่าเรียบร้อยแล้ว
เมื่อนำไปหักล้างกับคำชี้แจงที่ว่าข่าวนี้ไม่มีมูลความจริง สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือหนังสือบันทึกข้อความภายในของกรมอุตุนิยมวิทยา เลขที่ ดศ 0301/3144 ที่ถูกนำมาเปิดโปง ซึ่งในเอกสารฉบับนี้มีข้อความจารึกไว้ชัดเจนว่า
กรมอุตุฯ ได้ส่งรายงานตรงถึงโต๊ะของ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เนื้อหาใจความระบุผลสรุปจากการทดสอบระบบ Tomorrow.io นี้ว่า ระบบยังไม่สมบูรณ์ และที่สำคัญคือ ไม่สอดคล้องกับบริบทสภาพอากาศมรสุมเขตร้อนของประเทศไทย กรมอุตุฯ จึงมีคำสั่งยุติการใช้งานและส่งคืนระบบไปเรียบร้อยแล้ว
ตรงนี้เองที่สังคมต้องกู่ร้องถามดัง ๆ ว่า ในเมื่อหน่วยงานปฏิบัติอย่างกรมอุตุฯ ทำหนังสือส่งถึงมือปลัด ยืนยันเองว่าระบบยังใช้งานไม่ได้ผลจนต้องสั่งเลิกใช้ไปแล้วตั้งแต่ 2 เดือนก่อน แล้วเหตุใดตัวเลขงบประมาณ 497 ล้านบาทของโครงการนี้ ถึงยังคงถูกผลักดันและบรรจุค้างเติ่งอยู่ในแผนงบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเริ่มเบิกจ่ายในเดือนตุลาคมนี้ เจตนาคืออะไร ส่อแววจะฝืนดันต่อเพื่อผันเงินภาษีใช่หรือไม่
พอสื่อมวลชนเริ่มได้กลิ่นและนำเอกสารนี้มาแฉ แทนที่ข้าราชการประจำจะปกป้องเงินภาษี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี กลับเต้นผาง ออกสื่อประกาศกร้าวจะใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ขู่ฟ้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนทุกสำนัก อาการเล่นใหญ่เกินเบอร์ยอมเอาหน้าเข้ารับกระสุนแทนฝ่ายการเมืองแบบนี้ หากไปย้อนดูปูมหลังก็คงไม่แปลกใจ เพราะปลัดคนนี้คือลูกหม้อสายบู๊ที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงการคลัง เป็นอดีตอธิบดีทั้งกรมศุลกากร สรรพสามิต และธนารักษ์ เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญการคุมกลไกเม็ดเงินและภาษีระดับพระกาฬ
ยิ่งเมื่อพิจารณาบทบาทในการกางปีกป้องนโยบายของรัฐมนตรีมาโดยตลอด ตั้งแต่การรับหน้าเสื่อเคลียร์ปมร้อนในโครงการ TH-AI Passport พันล้าน สังคมจึงตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมการงัดกฎหมายมาขู่ฟ้องปิดปากสื่อในรอบนี้ เป็นเพียงการทำหน้าที่ข้าราชการสายตรงที่ยอมแลกตัวเพื่อกางปีกอุ้มฝ่ายการเมือง และปกปิดความผิดพลาดของระบบใช่หรือไม่ ทั้งที่ลายเซ็นของตัวเองก็คาอยู่บนเอกสารรายงานผลประเมินว่าระบบมันมีปัญหา
ที่ต้องรีบขู่ฟ้องปิดปาก ก็เพราะกลัวสังคมจะขุดลึกไปเจอตัวกลางปริศนาอย่าง บริษัท บีพีแอลซี จำกัด หรือ BPLC ที่ในเอกสารหลุดระบุชัดว่า รัฐมนตรีไชยชนกเป็นคนออกใบสั่งเชิงนโยบายให้กรมอุตุฯ ไปดีลงานด้วย ซึ่งเมื่อตรวจสอบประวัติพบว่า บริษัทนี้เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาจากบริษัท ขายส่งเครื่องสำอาง นำเข้าครีมบำรุงผิว ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 3 แสนบาท เมื่อปีที่แล้วนี่เอง แถมที่ตั้งสำนักงานในซอยรามอินทรา 81/1 ก็มีสภาพเป็นเพียงตึกแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ธรรมดา ไม่ใช่บริษัทไอทีชั้นนำ แต่กลับได้รับนโยบายพิเศษให้มารับงานเทคโนโลยีระดับสากลเกือบ 500 ล้านบาท
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เงินภาษีของประชาชนในกระทรวงดีอีถูกตั้งคำถาม เพราะแผลเก่าอย่างโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ของนายไชยชนก ก็เพิ่งถูกยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องการล็อกสเปก TOR เอื้อพวกพ้องสายสัมพันธ์ทางการเมืองไปหมาด ๆ
แบบแผนการดำเนินงานจึงฉายภาพซ้ำอย่างน่าสนใจ อ้างชื่อเทคโนโลยีระดับโลกบังหน้า ล็อกตัวกลางเป็นบริษัทเครือข่ายคอนเนกชัน แอบยัดเงินในงบใหญ่ พอเรื่องแดงตอนประชาชนเดือดร้อนก็บอกข่าวปลอมแล้วขู่ฟ้องปิดปากสื่อ
ท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติที่ชีวิตของประชาชนแขวนอยู่บนความเสี่ยง เงินภาษีทุกบาทควรถูกใช้เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวมอย่างคุ้มค่า และนี่คือความจริงจากเอกสารราชการที่ผู้บริหารกระทรวงดีอีต้องตอบคำถามสังคมให้กระจ่าง
ไม่ใช่การใช้ข้อกฎหมายมาปิดกั้นการตรวจสอบ

