รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีบัตรบาร์โค้ด เเละคิวอาร์โค้ดโดยการดำเนินการของ กกต. ไม่มีความผิด แต่มีแนวทางของคำวินิจฉัยในทิศทางที่ไม่ให้มีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอีกนั้น
กรณีนี้ ขอให้ฝ่ายต่างๆที่วิจารณ์กกต.ในช่วงที่ผ่านมา-วันนี้ยุติการเคลื่อนไหว/การวิจารณ์กกต.ด้วย ไม่เช่นนั้นกกต.อาจจะใช้สิทธิทางกฎหมายต่อไป
“ส่วนเเนวทางที่ศาลมีคำวินิจฉัยล่าสุดนั้น
เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีแนวคิดใช้เครื่องลงคะแนนแบบใหม่แทนการกาบัตรเลือกตั้งโดยตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเครื่องลงคะแนนทั้งหมด 250 ชุด จะกระจายไปยัง กกต.จังหวัดทุกจังหวัด จังหวัดละ 2 ชุด โดย 1 ชุด ประกอบด้วย 1. เครื่องรวมคะแนน 1 เครื่อง 2. เครื่องลงคะแนน 4 เครื่อง
สำหรับวิธีการลงคะแนน จะตั้งเครื่องลงคะแนน เรียงกัน 4 เครื่อง โดยแต่ละเครื่อง จะมีแผ่นพลาสติกปิดด้านข้างและด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เพื่อป้องกันผู้อื่นมองเห็นว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้้งลงคะแนนให้ใคร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกลงคะแนนกับเครื่องลงคะแนนเครื่องใดเครื่องหนึ่ง
โดยกดปุ่มหมายเลขผู้สมัคร ที่ปรากฏบนเครื่องลงคะแนน และกดยืนยันการลงคะแนน ผลของการลงคะแนนของเครื่องลงคะแนนทั้ง 4 เครื่อง จะถูกประมวลผลไปยังเครื่องรวมคะแนน ซึ่งสามารถประมวลผลคะแนนภายหลังจากเสร็จการลงคะแนนได้ทันที ”
เเหล่งข่าวกล่าวว่าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ชุดนี้เป็นเครื่องลงคะแนนที่ตั้งแบบ Stand Alone โดยจะไม่มีการเชื่อมต่อระบบ LAN ระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบบบลูทูธ จึงไม่สามารถทำการ เเฮคหรือเข้าถึงการประมวลผลข้อมูลได้จากภายนอก
“ด้วยเหตุผลดังข้างต้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีเครื่องลงคะแนนเพียง 250 ชุด จึงไม่สามารถนำไปใช้ในการเลือกตั้งในขนาดที่ใหญ่ อย่างเช่น การเลือกตั้ง ส.ส. หรือการเลือกตั้ง อบจ. ได้ เพราะต้องใช้เครื่องลงคะแนน 99,487ชุด สำหรับการเลือกตั้งสส.หรือประมาณ 1000 ชุด สำหรับการเลือกตั้ง อบจ.แต่ละแห่ง
เเหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ใช้เครื่องลงคะแนนสำหรับโรงเรียนมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน รวมไปถึงรัฐสภา ที่เคยขอใช้เครื่องลงคะแนนในการเลือกตั้งในหน่วยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประธานนักเรียน กรรมการสหกรณ์ หรือครั้งล่าสุดที่สภาผู้แทนราษฎรนำไปใช้คือการเลือกตั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
“อย่างไรก็ดีขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ได้มีการยกร่างระเบียบการการใช้เครื่องลงคะแนน เพื่อจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีสเกลไม่ใหญ่มาก เช่น การเลือกตั้ง อบต. กรณีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างบางแห่ง เพื่อเป็นการนำร่องการใช้ครึ่งลงคะแนน ก่อนที่จะมีการใช้ในการเลือกตั้งอื่นๆ ต่อไปในอนาคตเเละเครื่องลงคะเเนนนั้นหลายประเทศก็นำมาใช้ในการเลือกตั้ง เช่นอินเดีย ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีโครงการในการที่จะพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น และราคาถูก เพื่อจะได้ผลิตได้จำนวนมากขึ้นและนำไปใช้ในการเลือกตั้งในระดับที่มีความใหญ่มากขึ้นต่อไป”เเหล่งข่าวกล่าวเเละว่า เครื่องลงคะเเนนนั้นคาดว่าจะใช้ได้ในการเลือกตั้งล่วงหน้า/เลือกตั้งนอกเขต(เฉพาะในประเทศ) เเละเลือกตั้งทั่วไป ส่วนการเลือกต้้งในต่างประเทศนั้นกำลังพิจารณาว่าจะใช้รูปแบบใดเพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย
เเหล่งข่าวกล่าวว่า “การใช้เครื่องลงคะแนนจะสามารถประหยัดงบประมาณได้มาก ยกตัวอย่างการเลือกตั้งสส.วันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการจัดสรรงบกลางปี 2569 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 8,978,267,690 บาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ
โดยได้จัดตั้งหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศทั้งหมด 99,487 หน่วย โดยกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำหน่วยเลือกตั้งมาตรฐาน หน่วยละ 11 คน (ประกอบด้วย คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. จำนวน 9 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. จำนวน 2 คน) คิดเป็นจำนวนบุคลากรประจำหน่วยเลือกตั้งรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,094,357 คน ซึ่งทั้งหมดต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการทั้งสิ้น
”หากใช้เครื่องลงคะเเนนอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต จะประหยัดงบจำนวนมาก เช่นลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายให้กปน.หนึ่งหน่วยเลือกตั้งได้หลายคน เเละป้องกันกปน.บางคนทุจริตในหน่วยนั้นๆ รวมทั้งจัดการเลือกตั้งโปร่งใส รายงานผลได้รวดเร็ว”
//

