xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง! 'บิล เกตส์' ซัด 'ทรัมป์' ดูเบามหันตภัย 'เอไอ' เมินคำเตือนทำลายล้าง 'มนุษยชาติ'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



มหาเศรษฐี "บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ต่อกรณีดูเบาความกังวลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ส่งเสียงเรียกร้องอีกรอบว่าวอชิงตันควรออกมาตรการคุ้มกัน ที่บังคับใช้กับเทคโนโลยีอันก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้

ทรัมป์ ขัดขืนเสียงเรียกร้องที่ขอชะลอการพัฒนาเอไอ โต้แย้งว่ามาตรการจำกัดต่างๆ อาจเปิดโอกาสให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ และปฏิเสธความกังวลที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ว่าเป็นเพียง "เรื่องหลอกลวง"

อย่างไรก็ตาม เกตส์ วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เขาเรียกว่าแนวทางที่ยึดถือแนวคิดชาตินิยมในการจัดการกับประเด็นดังกล่าวเป็นหลัก และเน้นย้ำว่ามาตรการป้องกันจะไม่บ่อนทำลายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของวอชิงตันแต่อย่างใด "ไม่ มันไม่ใช่เรื่องหลอกหลวงใดๆ" เกตส์กล่าว เมื่อถูกถามเกี่ยวกับท่าทีของทรัมป์ระหว่างให้สัมภาษณ์กับเอ็นบีซี ที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)

ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ปฏิเสธเสียงเตือนที่ว่าเอไออาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์และทำลายมนุษยชาติ โดยเขียนว่า "ใครก็ตามที่ชนะในศึก AI ก็คือผู้ชนะ!" พร้อมระบุสหรัฐฯกำลังเป็นผู้นำในการแข่งขันกับจีนและประเทศอื่นๆ

เกตส์โต้แย้งว่า การมองเทคโนโลยีนี้ในฐานะการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก กำลังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเร่งพัฒนาศักยภาพของระบบต่างๆ ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่เป็นอันตรายได้ "เพราะมันถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิดชาตินิยม มันจึงเป็นเรื่องระหว่างฝ่ายเรากับฝ่ายเขา และมีคนที่บอกว่าเอาล่ะ เดินหน้าเต็มสูบกันไปเลยดีกว่า" เกตส์กล่าว พร้อมกล่าวว่าการไม่กำหนดให้ระบบเอไอ ต้องมีมาตรการป้องกันและขีดความสามารถในการติดตามตรวจสอบ เป็นสิ่งที่ "ไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง"

เกตส์ ชี้ว่ารัฐบาลหรัฐฯมีความเชี่ยวชาญเล็กน้อยมาก ในเรื่องเกี่ยวกับศักยภาพบางอย่างที่พัฒนาขึ้นเมื่อเร็วๆนี้โดยบรรดาบริษัทเอไอเอกชนทั้งหลาย แต่เน้นย้ำว่าความเข้าไปเกี่ยวข้องของรัฐบาลในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น "ไม่มีใครคิดว่าการควบคุมด้วยตนเองนั้นเพียงพอ" เขากล่าว พร้อมเรียกร้องให้ออกกฎหมายและมีการกำกับดูแลแบบบังคับสำหรับโมเดลขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม เกตส์ ทำนายว่าในท้ายที่สุดแล้ว ทรัมป์ จะเปลี่ยนท่าที ครั้งที่มั่นใจแล้วว่ามาตรการต่างๆดังกล่าวจะไม่ก่อความเสียหายแก่จุดยืนของวอชิงตันที่มีต่อปักกิ่ง "ผมคิดว่าหลังจากที่เขาได้รับฟังข้อมูลจากผมและคนอื่นๆ รวมถึงประเด็นที่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างรัฐชาติในแบบที่เขาคิดไว้ เราก็น่าจะหาข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันได้" เกสต์กล่าว

กระนั้นก็ตามดูเหมือน ทรัมป์ จะเน้นย้ำจุดยืนของตนเองในวันอาทิตย์(27ก.ย.) โดยเมื่อถูกถามเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ที่ก่อกวน (Rogue AI) เขาบอกกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า "ผมไม่กังวลเกี่ยวกับมัน" พร้อมอ้างว่าการชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เท่ากับเป็นการสละความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของวอชิงตัน ซึ่งเขาคาดหมายว่าน่าจะนำหน้าคู่แข่งอยู่ราวๆ 18 เดือน

"เราน่าจะนำหน้าจีนอยู่ประมาณปีครึ่ง" ทรัมป์กล่าว "เรากำลังเป็นผู้นำ แล้วทำไมเราถึงต้องวางมือ" เขากล่าว

ในขณะเดียวกัน เกตส์ ได้โต้แย้งข้อสันนิษฐานที่ว่าปักกิ่งจะปฏิเสธมาตรการป้องกันและควบคุมความปลอดภัย โดยให้เหตุผลว่าจีนเองก็มีผลประโยชน์ในการป้องกันการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับเอไอขั้นสูงเช่นกัน "แน่นอนว่าทุกประเทศย่อมต้องการให้มีมาตรการป้องกันและคุ้มครองต่างๆรองรับ ดังนั้นใครก็ตามที่พูดว่า ก็อย่างที่รู้กัน จีนคงไม่นำมาตรการป้องกันเหล่านี้มาใช้ ผมไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างสิ้นเชิง"

จีนและสหรัฐฯเมื่อเร็วๆนี้ได้ใช้ก้าวย่างต่างๆในเบื้องต้นสำหรับความร่วมมือรับมือกับความเสี่ยงจากเอไอ โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันตามหลังการประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนวอชิงตัน และได้พูดคุยหารือทวิภาคีกับ ทรัมป์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)