หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ขยายเป็นวงกว้าง เผชิญน้ำท่วมเป็นวงกว้าง คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “มีการพยากรณ์ฝนหรือไม่” แต่คือข้อมูลจากการพยากรณ์ถูกส่งต่อไปถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้เร็วและชัดเจนเพียงใด ก่อนสถานการณ์
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ามีการออกประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศฉบับที่ 1 ลงวันที่ 21 ก.ย. 2569 ระบุว่า ช่วงวันที่ 23–27 ก.ย. หลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่ง ขณะที่ประกาศวันที่ 22 ก.ย. ระบุว่าฝนจะเริ่มส่งผลกระทบในภาคตะวันออก ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นในระยะต่อมา
นอกจากนี้ พยากรณ์ประจำวันที่ 22 ก.ย. ยังระบุว่า ฝนตกหนักและฝนสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมคาดการณ์กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ข้อมูลดังกล่าวจึงทำให้ต้องแยกประเด็นออกเป็นอย่างน้อย 2 ขั้นตอน คือ “การพยากรณ์” และ “การแจ้งเตือนเพื่อให้ประชาชนลงมือป้องกันตัว” เพราะการประกาศเตือนฝนตกหนักในภาพรวม ไม่ได้หมายความว่าประชาชนในแต่ละชุมชนจะได้รับข้อมูลเฉพาะเจาะจงว่า จุดใดมีความเสี่ยงน้ำท่วม ช่วงเวลาใดควรยกของขึ้นที่สูง เมื่อใดควรเคลื่อนย้ายรถ หรือพื้นที่ใดควรเตรียมพร้อมอพยพ
ใครมีบทบาทในระบบเตือนภัย?
กรมอุตุนิยมวิทยา มีบทบาทหลักด้านการตรวจวัดสภาพอากาศ การพยากรณ์ และการออกประกาศเตือนภัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้มีการประกาศเตือนฝนตกหนักล่วงหน้าและปรับปรุงข้อมูลตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องแต่หลังจากมีข้อมูลพยากรณ์แล้ว ยังมีขั้นตอนของการประเมินความเสี่ยงและการแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะการนำข้อมูลสภาพอากาศมาประกอบกับข้อมูลปริมาณน้ำ ระดับน้ำ สภาพพื้นที่ และความเสี่ยงเฉพาะจุด เพื่อให้เกิดคำเตือนที่ประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติได้
ในส่วนของการแจ้งเตือนภัยระดับพื้นที่ หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทในการประสานข้อมูลและดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด รวมถึงนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารกับประชาชนและดำเนินมาตรการในพื้นที่
ส่วนหน่วยงานด้านน้ำ เช่น กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ต้องนำข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ ระดับน้ำ และการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ มาประกอบการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำได้
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “เตือนหรือไม่” แต่ “เตือนเมื่อไหร่”
กรณีฝนตกหนักครั้งนี้ จึงควรนำข้อมูลของทุกหน่วยงานมาเรียงเป็น ไทม์ไลน์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนถึงช่วงน้ำเริ่มท่วมจริง เพื่อหาจุดเชื่อมต่อของระบบเตือนภัยว่าแต่ละขั้นตอนเกิดขึ้นเมื่อใดกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มพบสัญญาณฝนหนักตั้งแต่เมื่อใด หน่วยงานบริหารจัดการน้ำได้รับข้อมูลและประเมินพื้นที่เสี่ยงเมื่อใด มีการประเมินหรือไม่ว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเกิดฝนสะสมจนเกิดน้ำท่วม มีการส่งคำเตือนแบบเฉพาะเจาะจงถึงประชาชนเมื่อใด รวมถึง Cell Broadcast และช่องทางแจ้งเตือนอื่นถูกส่งก่อนหรือหลังน้ำเริ่มเข้าพื้นที่
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือเมื่อใด และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนจาก “เฝ้าระวัง” เป็น “ต้องเตรียมอพยพ” ใครเป็นผู้ประเมินและสั่งการ
คำถามเหล่านี้จะช่วยแยกให้ชัดว่า หากพบความล่าช้าเกิดขึ้น ความล่าช้าอยู่ที่ขั้นตอนใด ไม่ว่าจะเป็น การพยากรณ์ การประเมินความเสี่ยง การส่งต่อข้อมูล การแจ้งเตือน หรือการสั่งการในระดับพื้นที่
ระบบเตือนภัยต้องทำให้ประชาชน “ลงมือได้”
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยไม่ควรวัดเพียงว่ามีประกาศเตือนฝนหนักหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ประชาชนได้รับข้อมูลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ก่อนเกิดเหตุหรือไม่ตัวอย่างเช่น จุดใดมีความเสี่ยง ช่วงเวลาใดคาดว่าน้ำจะเข้าพื้นที่ ระดับน้ำอาจสูงเท่าใด เส้นทางใดควรหลีกเลี่ยง จุดใดควรย้ายรถและทรัพย์สิน และพื้นที่ใดต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ
เพราะสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง คำเตือนว่า “ฝนตกหนักถึงหนักมาก” อาจยังไม่เพียงพอ หากไม่มีข้อมูลต่อว่า “แล้วบ้านของฉันจะได้รับผลกระทบเมื่อไหร่ และต้องทำอะไรตอนนี้”
ดังนั้น การตรวจสอบหลังเหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรนำข้อมูลจากทุกหน่วยงานมาเรียงตามเวลาตั้งแต่ประกาศพยากรณ์อากาศ การประเมินสถานการณ์น้ำ การออกคำเตือน การส่งข้อความถึงประชาชน ไปจนถึงเวลาที่น้ำเริ่มเข้าท่วมจริง เพื่อหาคำตอบว่า ข้อมูลอยู่ที่ไหน ใครได้รับข้อมูล และข้อมูลถูกส่งถึงประชาชนก่อนเกิดเหตุเพียงพอหรือไม่
บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงที่ปริมาณฝนหรือความรุนแรงของมวลน้ำ แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของ “ห่วงโซ่การเตือนภัย” ตั้งแต่การตรวจพบความเสี่ยง การพยากรณ์ การประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจแจ้งเตือน ไปจนถึงการทำให้ประชาชนมีเวลามากพอที่จะยกของขึ้นที่สูง ย้ายรถ หรืออพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

